CIMB THAI แนะ Q2/69 กระจายพอร์ตลงทุนรับเงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยงเกิด Stagflation
ซีไอเอ็มบี ไทย มอง 3 สมมติฐานจัดพอร์ตการลงทุน ชู ลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้-สินทรัพย์ทางเลือก คาด 12 เดือนข้างหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.2% ชี้ จับตาเงินเฟ้อพุ่งเสี่ยงเกิด Stagflation กระทบพอร์ตการลงทุน
นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 จะอยู่ภายใต้ 3 สมมติฐานของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งมอง 3 สมมติฐานด้วยกัน คือ 1.สงครามจบเร็วภายในเดือนเมษายนนี้ ยังคงเห็น Rotate ของสินทรัพย์ 2.สงครามจบภายในครึ่งแรกของปี 2569 และ 3.สงครามจบภายในเดือนมิถุนายน 2569
ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ธนาคารจัดพอร์ตการลงทุน โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 50% ตราสารหนี้ 33% และสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative) อีก 17% ซึ่งคาดการณ์อัตราผลตอบแทนภายใน 12 เดือนข้างหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.2%
“สมมติฐานสงครามจบในเดือนมิถุนายน 2569 อาจเห็นอัตราเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อการเติบโต ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ต้องลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงลง โดยปรับลดพอร์ตหุ้นลดลงได้ ซึ่งปัจจัยการจัดพอร์ตขึ้นกับสงครามจะจบหลายแบบ”
นายจิรไพบูลย์ กล่าวว่า ภาวะการลงทุนช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฏจักรในมิติของสินทรัพย์เสี่ยง เราเปิดปีปฏิทินมาพร้อมกับมุมมองที่แตกต่างกันไป เช่น ความกังวลเรื่อง AI Bubble, การ Disrupt ของ AI, การหมุนเวียนการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีมูลค่าที่ถูกกว่า รวมถึงประเด็นความไม่สงบในตะวันออกกลางที่สร้างความโกลาหลเป็นอย่างมากในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งส่งผลให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนมีมุมมองต่อภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ
ปัจจุบันตลาดมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี หลังจากที่ต้นปีคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งในปีนี้
ประเด็นที่ทุกคนกังวลสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่าความไม่สงบในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งเรามองว่าการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงขึ้นใน 1 –2 ไตรมาสข้างหน้า แต่ต้องติดตามดูค่อนข้างใกล้ชิด เนื่องจากแนวโน้ม Productivity ที่สูงขึ้นจากการเข้ามาของ AI Adoption ยังคงเป็นแนวโน้มหลักจะช่วยตรึงอัตราเงินเฟ้อไม่ให้ปรับตัวขึ้นได้ในระยะยาว
โดย Scenario ที่ทีมประเมินหากความไม่สงบในตะวันออกกลางจบลงภายในช่วงเดือนเมษายนเศรษฐกิจอาจไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แม้อาจจะมีเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานเข้ามากดดันบ้าง แต่ยังคงสามารถที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่อได้ แต่ถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่ลดความรุนแรงลงเกินกว่าเดือนมิถุนายนคาดว่าอาจมีผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อภาวะการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation หรือ Recession และอาจจำเป็นต้องปรับลดสินทรัพย์เสี่ยงลง

“หัวใจสำคัญของการลงทุนยังคงเน้นการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย ระมัดระวังความกระจุก และชะลอการเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง อย่างไรก็ดี ความผันผวนที่เกิดขึ้นสร้างโอกาสในการลงทุนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงที่เกิดการหมุนเวียนการลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) มาจนถึงประเด็นเรื่องตะวันออกกลาง ซึ่งมูลค่าหุ้น(Valuation) ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความน่าสนใจมากขึ้นในระดับที่เห็นได้ชัดและน่าจะเป็นโอกาสที่จะทยอยเข้าสะสมได้ในระยะยาว รวมถึงกลุ่ม Asia Pacific ที่ได้รับแรงกดดันจากความไม่สงบก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ”
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาสที่ 2 ทีมได้มีการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนลงเล็กน้อยเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และเพิ่มตราสารหนี้ในประเทศขึ้นหลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับสูงขึ้นมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยยังคงสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานโลกเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และมีสัดส่วนที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Unhedged)ราวๆ 30% ในด้านของการคัดเลือกกองทุนทีมได้เลือกกองทุนที่สามารถสะท้อนมุมมองในการเข้าลงทุนในกลุ่มที่ Valuation น่าสนใจมากขึ้น
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนกองทุนรวมแต่ไม่มีเวลาจัดสรรพอร์ต ทีมผู้เชี่ยวชาญ Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ออกแบบ ‘CIMB Donut’ พอร์ตลงทุนกระจายความเสี่ยง ที่ปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา เพื่อรวมเป็นพอร์ตการลงทุนสำเร็จรูปที่มีความสมดุล เปรียบเสมือน ‘โดนัท 1 ชิ้น’ ให้ลูกค้าพร้อมลงทุนได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องติดตามหรือวิเคราะห์ตลาดด้วยตัวเอง
และมีโดนัทให้ลูกค้าเลือก 3 รูปแบบ เหมาะกับระดับความเสี่ยงเฉพาะบุคคลและเป้าหมายผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ครอบคลุมกลุ่มที่คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 2–3% ,4–6% และ 7–9% เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการคัดสรรกองทุนจากเครือข่าย Open Architecture ของบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำกว่า 13 แห่ง

