มุมมอง Bank of America วิกฤตสงคราม…โอกาสครั้งใหญ่ หนุนไทยปั้น ‘Financial Hub’
สัมภาษณ์พิศษ
เดือนที่ผ่านมาในประเทศไทยได้มีการจัดงาน Money20/20 งานฟินเทค (Fintech) ระดับโลกขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งได้รวบรวมวิทยากรชั้นนำจากทั่วโลกมาอัพเดตทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมการเงินระดับโลกอย่างคึกคัก “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ “อรกัญญา พิบูลธรรม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น (Bank of America) ถึงทิศทางอุตสาหกรรมการเงิน เทคโนโลยี และบทบาทของประเทศไทยใน Ecosystem ด้าน Fintech ระดับภูมิภาค
“เอเชีย” ฮับเพย์เมนต์โลก
โดย “อรกัญญา” กล่าวว่า ปัจจุบันเอเชียได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของระบบการชำระเงินดิจิทัลของโลก โดยมีปริมาณธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payments : RTP) สูงที่สุดในโลก ขณะที่ตลาดอย่างอินเดียมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของธุรกรรม RTP ทั่วโลก อีกทั้งมากกว่า 50% ของการค้าภายในอาเซียนเกิดขึ้นภายในภูมิภาคเอง ส่งผลให้อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ
สำหรับประเทศไทย การใช้งาน PromptPay และ QR Code ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ โดยไทยถือเป็นผู้นำด้านการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ระหว่างแพลตฟอร์ม (Interoperability)
“ปัจจุบันทุกประเทศค่อนข้างแอ็กทีฟเรื่อง Digital Payment ซึ่งตลาดดิจิทัล เพย์เมนต์ ในเอเชียถือเป็นตลาดที่ใหญ่ โดยปริมาณธุรกรรมเกือบ 50% จะอยู่ในประเทศอินเดีย ที่เหลืออีกราว 60% จ่ายกันเองไปมาในอาเซียน ทั้งไทย-สิงคโปร์ ไทย-อินโดนีเซีย ไทย-เวียดนาม”
“ไทย” ก้าวหน้าสุดในอาเซียน
ซึ่งภายใต้การสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้ระบบชำระเงินของไทยเมื่อเปรียบเทียบในอาเซียนไทยถือว่าเป็น “ก้าวหน้าที่สุด” โดยเป็น “Real Time Payment” และ ธปท.อยู่ระหว่างเชื่อมต่อการโอนเงินระหว่างประเทศ หรือ “Cross Border Payment” เช่น สิงคโปร์ ภายใต้ “PayNow” ซึ่งไทยเป็นประเทศเดียวที่เชื่อมต่อระบบชำระเงินกับ 6 ประเทศ
ขณะที่ใบอนุญาตธนาคารดิจิทัล (Virtual Bank) จำนวน 3 ราย ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ สะท้อนถึงแนวทางกำกับดูแลที่สมดุล มากกว่าการเน้นโมเดลธนาคารผู้ท้าชิง (Challenger Bank) เพียงอย่างเดียว
“ธนาคารแบบดั้งเดิมกับ Virtual Bank มองว่าทั้ง 2 รูปแบบจะไม่แย่งตลาดกัน โดย Virtual Bank จะเข้ามาช่วยกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Unserved) โดยเฉพาะรายที่มีพันธมิตรที่มีฐานข้อมูลเยอะ ซึ่งสามารถนำฐานข้อมูลเหล่านี้มาแปลงเป็น Credit Scoring ได้”
ไทยมีศักยภาพเป็น Financial Hub
ทั้งนี้ “อรกัญญา” มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่ชัดเจนในการยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านฟินเทคและระบบการชำระเงิน (Financial Hub) ของภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้สร้างความไม่แน่นอนต่อบทบาทของศูนย์กลางทางการเงินแบบดั้งเดิมในระยะยาว ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศในอาเซียนที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแข็งแกร่ง มีความเป็นกลางทางการเมือง และมีกฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
โดยไทยมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ทันสมัย เช่น PromptPay ที่เชื่อมต่อกับ PayNow ของสิงคโปร์ และสามารถทำงานร่วมกับ 6 ประเทศในภูมิภาคได้ ระบบนิเวศฟินเทคที่เติบโตต่อเนื่องจากการสนับสนุนผ่าน Regulatory Sandbox และโครงการนวัตกรรมต่าง ๆ รวมถึงการออกใบอนุญาต Virtual Bank ล่าสุด ซึ่งสะท้อนถึงความเปิดกว้างต่อการนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีการควบคุม
วิกฤตสงครามเพิ่มโอกาสให้ไทย
“สงครามในตะวันออกกลางจะทำให้ ‘ดูไบ’ ไม่ได้เป็น Financial Hub อีกแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะรีบคว้าโอกาสนี้ แม้ว่าตอนนี้ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถือเป็น ‘Big Opportunity’ และต้องพยายามเอานักลงทุนจากดูไบย้ายเข้ามาให้ได้ เพราะตอนนี้ต่างประเทศเขาก็มองว่าเรามีเสถียรภาพ ดังนั้นเราต้องรีบดู เป็นโอกาสครั้งใหญ่ เพราะสิงคโปร์ก็เต็มแล้ว”
อย่างไรก็ตามการปลดล็อกศักยภาพการเป็นศูนย์กลางอย่างเต็มที่ยังจำเป็นต้องมีความคืบหน้าในด้านการปฏิรูปภาษี ความยืดหยุ่นด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายและความสม่ำเสมอของกฎระเบียบ
“สิ่งที่ต้องทำคือ แก้กฎหมาย แก้เรื่องภาษี และเรื่องนอมินี เพราะจะให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งกองทุนในประเทศไทย แต่ยังต้องมีคนไทยถือหุ้น 51% คงไม่ได้ ดังนั้นอาจจะต้องแก้กฎหมาย หรือยอมให้บริษัทเหล่านั้นใช้กฎหมายอื่น เช่น กฎหมายสิงคโปร์ หรือกฎหมายอังกฤษ เนื่องจากการเป็น ‘Hub’ หมายถึงสำนักงานใหญ่ และมีธุรกิจทั่วเอเชีย ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายไทยจะยาก อย่างฮ่องกงเป็นฮับก็ใช้กฎหมายอังกฤษ ไม่ได้ใช้กฎหมายฮ่องกง”
“อรกัญญา” ชี้ว่า การเป็น Financial Hub ของไทยน่าจะเป็นเรื่องของ “Hub of Asset Management” หรือ “Hub of Insurance” เพราะมีศักยภาพ และสามารถทำได้ เมื่อเทียบกับการเป็น “Banking Hub” เพราะศักยภาพในการรองรับ (Capacity) อาจจะไม่พอ ซึ่งเบื้องต้นอาจจะทำเป็นโซน และกำหนดกรอบ เช่น หากเป็นธุรกิจที่อยู่ในหมวดนี้คนที่มาทำงานในไทยจะลดภาษีเหลือ 15% หรือเรื่องใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นต้น
หนุนบริษัทไทยขยายธุรกิจ
“อรกัญญา” กล่าวว่า Bank of America ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยนอกจากการสนับสนุนบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐ และประเทศอื่น ๆ แล้ว ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนบริษัทไทยในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านเครือข่ายของธนาคารในกว่า 35 ประเทศ พร้อมนำเสนอโซลูชั่นแบบครบวงจร ทั้งด้านบริหารเงินสด อัตราแลกเปลี่ยน การค้าระหว่างประเทศ ตลาดทุน และบริการที่ปรึกษา
โดย Bank of America มีบทบาทเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับลูกค้ามากขึ้น ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ ซึ่งด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ธนาคารมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีมากกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
“หลายบริษัทมองว่าในไทยโตได้แค่นี้ จึงต้องออกไปต่างประเทศ อย่างเซ็กเตอร์ค้าปลีก, เซ็กเตอร์พลังงาน เป็นต้น ส่วนหนึ่งดอกเบี้ยไทยค่อนข้างต่ำ ทำให้เวลาคำนวณผลตอบแทน (Return) จากการไปลงทุนต่างประเทศจะได้เปรียบ เช่น กู้ดอกเบี้ย 1-2% ไปลงทุนต่างประเทศได้ 9-10% ถือว่าค่อนข้างดี ซึ่งหลายธุรกิจที่ไปลงทุนต่างประเทศยังสามารถแข่งขันได้ ส่วนมากจะเริ่มจาก M&A (ควบรวม/เข้าซื้อกิจการ) ก่อน แล้วไปเติบโต” กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of America สาขาประเทศไทยกล่าว

