ทองยังไม่จบรอบขาขึ้น ลุ้นสิ้นปีถึง 5,000 ดอลลาร์ ทองไทยแตะ 77,000 บาท
YLG ประเมินราคาทองยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ลุ้นช่วงสิ้นปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองไทยมีโอกาสถึง 77,000 บาท ต้องติดตามนโยบายการเงินของเฟดมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน แนะนักลงทุนที่ถือยาวได้ให้ถือต่อ
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า จากการประเมินราคาราคาทองคำในระยะสั้นยังมีโอกาสผันผวน แต่ระยะยาวยังเป็นบวก ซึ่งประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสกลับขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 นักลงทุนจึงควรวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับต้นทุน เงินทุนที่มีอยู่ และระยะเวลาการลงทุน
ทั้งนี้ นักลงทุนที่มีทองคำต้นทุนสูงอยู่ในพอร์ต หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินและสามารถถือครองระยะยาวได้ แนะนำให้ถือต่อเพื่อรอจังหวะราคาฟื้นตัว ส่วนผู้ที่ยังมีเงินทุนเพิ่มเติม สามารถแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 รูปแบบ
ได้แก่ การลงทุนระยะสั้น ใช้กลยุทธ์เข้าซื้อบริเวณแนวรับและขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน เพื่อนำกำไรมาช่วยเฉลี่ยและลดต้นทุนทองคำเดิมในพอร์ต ส่วนการลงทุนระยะกลาง อาจไม่จำเป็นต้องซื้อขายเป็นรายวัน แต่สามารถทยอยลงทุนเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน โดยเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้น
สำหรับแนวโน้มทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก หากสามารถปรับขึ้นผ่านในระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นเหนือบริเวณ 69,000 บาทต่อบาททองคำได้ จะเป็นสัญญาณบวกที่เปิดโอกาสให้ราคากลับขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมอีกครั้ง ทั้งนี้ YLG ประเมินกรอบราคาทองคำโลกในช่วงสิ้นปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 4,900-5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
ขณะที่ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสอยู่ที่ประมาณ 77,000 บาทต่อบาททองคำ
ทางด้านปัจจัยสำคัญที่อาจจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี คือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีโอกาสดำเนินนโยบายในลักษณะเข้มงวด โดยหากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ไม่ไกลตามที่ตลาดคาดการณ์ ส่วนเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เฟสปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นหรือไม่ จะต้องประเมินพันธกิจหลักของเฟดมีทั้ง การจ้างงานสูงสุด (Maximum Employment) และควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Price Stability) ไว้ที่เป้าหมาย 2% ต่อปี
ล่าสุดกระทรวงแรงงานสหรัฐ ได้ประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) เดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 56,000 ตำแหน่ง และได้ปรับเพิ่มตัวเลขเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง ต่างเป็นปัจจัยหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย และกดดันทองคำ
ขณะที่เงินเฟ้อ หากมีการขยายตัวสูงขึ้นก็มีความเสี่ยงที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. นี้ จะเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 58% แต่หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงเฟด มีโอกาสคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ทั้งหมดสอดคล้องกับถ้อยแถลง Christopher Waller ผู้ว่าการเฟด ว่าหากข้อมูลเงินเฟ้อที่จะประกาศมีสัญญาณการชะลอตัวลง จะสนับสนุนให้เฟดคงดอกเบี้ย และควรให้โอกาสการชะลอตัวของเงินเฟ้อได้ทำงาน
จากปัจจัยทั้งหมดทำให้นักลงทุนต่างจับตาเป็นพิเศษว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ที่จะประกาศในที่ 11 ก.ย.นี้ จะชะลอตัวลงหรือไม่ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าดัชนีเงินเฟื้อพื้นฐานในเดือน ส.ค. จะอยู่ที่ 2.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าเดือน ก.ค. ที่ 2.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้มียังต้องติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะมีขึ้นในเดือน พ.ย. อาจสร้างความผันผวนและกดดันราคาทองคำในระยะสั้น นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งทิศทางดอกเบี้ย สัญญาณจากเฟด และสถานการณ์การเมืองสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่ง YLG ยังคงประเมินว่าทิศทางทองคำในระยะยาวเป็นขาขึ้น และมีโอกาสกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมได้อีกครั้งหลังไตรมาส 2/2570
“นักลงทุนระยะกลาง ควรใช้จังหวะที่ราคาปรับตัวลงเข้าซื้อ และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาฟื้นตัวขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนที่ถือครองระยะยาว นักลงทุนระยะสั้น หรือนักลงทุนระยะกลาง ยังสามารถใช้ความผันผวนของราคาทองคำในช่วงปรับฐานเป็นโอกาสบริหารพอร์ต สร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม และช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยของทองคำที่ถือครองอยู่ได้”

