ธปท. ชี้วัฏจักร AI หนุนเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. โตต่อ จับตาโอกาสเกิด “Japanification” ตามรอยญี่ปุ่น
ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ฟื้นต่อ รับแรงวัฏจักร AI หนุนส่งออกโต 2.3% นักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่ง 7.6% ดันบริการ-การผลิตขยับตาม พร้อมชี้หลายตัวเลขชวนตั้งคำถาม “Japanification” ซึ่งโจทย์ใหญ่ต้องเร่งเพิ่มรายได้-แก้หนี้ครัวเรือน ดึงศักยภาพการผลิตและบริการกลับมาเป็นแรงส่งเศรษฐกิจ
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 2569 ขยายตัวจากเดือนก่อน โดยมีแรงส่งสำคัญจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก หนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และกิจกรรมภาคการผลิต ขณะที่ภาคท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น
การส่งออกเดือน ก.ค. มีมูลค่า 34,341 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 22.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นำโดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนไปฮ่องกงและจีน ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ของโลก ขณะที่การส่งออกยานยนต์ลดลง โดยเฉพาะรถกระบะไปตะวันออกกลางและอาเซียน
ด้านการนำเข้ามีมูลค่า 34,388 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 35.5% ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 48.9% ตามการนำเข้าเชื้อเพลิงที่ลดลงทั้งด้านราคาและปริมาณ รวมถึงวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ลดลงจากการนำเข้าเคมีภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกและการลงทุน
ส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจากจีน แต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบินทรงตัว โดยการนำเข้าคอมพิวเตอร์จากจีนเพิ่มขึ้น
สำหรับการลงทุนภาคเอกชนชะลอลงเล็กน้อย หลังเร่งตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า แต่ ธปท.ยังประเมินว่ามีแนวโน้มขยายตัวในระยะต่อไป สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุนของธุรกิจผลิตสินค้าเทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และ AI
ขณะที่ภาคท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจากยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน ตามอุปทานเที่ยวบินที่ทยอยฟื้นตัวหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย ประกอบกับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ไม่รวมจีนยังฟื้นตัวช้า ขณะที่รายรับจากภาคท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ค. อยู่ที่ 1.95% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลงจาก 2.42% ในเดือนก่อน ตามราคาพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง ประกอบกับการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.34% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการในหมวดอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหาร ขณะที่ราคาสินค้าและบริการที่ไม่ใช่อาหารทรงตัว
สำหรับค่าเงินบาท เดือน ก.ค. อ่อนค่าตามความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก่อนกลับมาแข็งค่าขึ้นโดยเฉลี่ยในเดือน ส.ค. โดยข้อมูลถึงวันที่ 25 ส.ค. เป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้ามีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และ AI ของโลก ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เงินเฟ้อที่ลดลง และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและราคาสินค้าเกษตร
“แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า มองว่าการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยียังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว”
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไปมี 5 ประเด็น ได้แก่ ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ของโลก, พัฒนาการของสงครามและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ, ผลของมาตรการภาครัฐต่อการบริโภคและการลงทุน, การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะมีพัฒนาการชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4/2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2570
นางปราณี กล่าวว่า กรณีที่สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะการเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำ จนอาจนำไปสู่ภาวะ “Japanification” หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นเวลานานคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นนั้น หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยอมรับว่ามีสัญญาณหลายด้านที่ทำให้เกิดคำถามดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม แม้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจบางด้านของไทยอาจมีลักษณะคล้ายกับญี่ปุ่น แต่ที่มาของปัญหาและปัจจัยที่ทำให้เกิดตัวเลขเหล่านั้นมีความแตกต่างกัน โดยเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และสามารถนำมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้
“ไทยยังมีศักยภาพเรื่องการผลิตและบริการที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ส่วนมาตรการที่จะมาช่วยเสริมนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ และเราพูดถึงเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้าง”
สำหรับหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ คือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่ง ธปท.มองว่าต้นตอของปัญหาเกิดจากรายได้ของครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่าย รวมถึงไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ ที่ผ่านมา ธปท.จึงออกมาตรการหลายด้านเพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถบริหารจัดการภาระหนี้และเดินหน้าต่อได้ ทั้งโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง การกำกับดูแลการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) รวมถึงการดูแลสินเชื่อในกลุ่ม Buy Now Pay Later (BNPL) ตลอดจนความพยายามลดต้นทุนการใช้บริการทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาหนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง โดย “หัวใจสำคัญ” อยู่ที่การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพื่อให้รายได้เพียงพอต่อทั้งค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ ขณะที่ระดับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการปรับตัวของภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจ
“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน และการที่ดอกเบี้ยเราอยู่ในระดับต่ำ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ มองไปข้างหน้า หวังว่ามาตรการภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะเป็นมาตรการที่เข้ามาช่วยเสริมได้ในอนาคต”
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสยกระดับศักยภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพามาตรการเพิ่มเติมทั้งหมด โดยเฉพาะการต่อยอดจากการลงทุนด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไปสู่การนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับเปลี่ยนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ (Digital Transformation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคธุรกิจ

