ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ รายเดียว ยื่นข้อมูลเท็จถือหุ้น TRUE
ก.ล.ต. กล่าวโทษ “สุภาพร พิมพงษ์” กรณีนำส่งเอกสารที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อ บก.ปอศ. ปมยื่นแบบถือหุ้น “TRUE” รวมถึง บจ. อีก 5 หลักทรัพย์
รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีนำส่งรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59)
และรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นการนำส่งเอกสารที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนและต้องระวางโทษตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่า นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ได้นำส่งรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59) รวมจำนวน 4 ฉบับ (หุ้นบริษัทจดทะเบียน 4 แห่ง) ในระหว่างวันที่ 27 ถึง 28 มิถุนายน 2569 และรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) รวมจำนวน 7 ฉบับ (หลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน 6 แห่ง) ในระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยนางสาวสุภาพรไม่ได้มีการถือหลักทรัพย์ หรือมีการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนตามที่แสดงในแบบ 59 และแบบ 246-2 แต่อย่างใด
การกระทำของนางสาวสุภาพรดังกล่าวข้างต้น จึงเข้าข่ายเป็นการนำส่งเอกสารที่มีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนและต้องระวางโทษตามมาตรา 302/1 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษนางสาวสุภาพร ต่อ บก.ปอศ.
ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบการรายงานข้อมูลในแบบ 59 และแบบ 246-2 กรณีนางสาวสุภาพรอย่างใกล้ชิดและดำเนินการทันทีที่พบความผิดปกติ โดยนำข้อมูลการรายงานในแบบ 59 ออกจากระบบเมื่อตรวจพบว่า นางสาวสุภาพรไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงาน และระบุสถานะในแบบ 246-2 เป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เพื่อแจ้งเตือนผู้ลงทุน
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้เปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” ควบคู่ไปกับการเร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า “การดำเนินการของ ก.ล.ต. เป็นไปตามลำดับขั้น และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยแจ้งสถานะในแบบ 246-2 ให้ทราบในทันทีที่พบความผิดปกติ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมก่อนนำข้อมูลออกจากระบบ
และต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. ได้ดำเนินการร่วมกับ บก.ปอศ. ในการยืนยันตัวตนและเชิญให้ผู้รายงานมาให้ถ้อยคำ ตามกระบวนการขั้นตอนการให้สิทธิในการชี้แจงที่ต้องเป็นไปตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม (Due Process of Law) พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติม เพื่อนำมาศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการป้องกันและป้องปรามเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้เกิดความมั่นใจในข้อมูลที่เป็นสารสนเทศที่ถูกต้องในตลาดทุนต่อไป”
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว
รายงานแจ้งว่า กรณีนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ที่ปรากฏชื่อเป็นผู้ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) หลักทรัพย์หลายบริษัท รวมแล้ว 6 หลักทรัพย์ เป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาเมื่อมีการแจ้งการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กว่า 3,500 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 7.09% มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี “สุภาพร พิมพงษ์” ยังปรากฏชื่อยื่นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (แบบ 59) ซึ่งระบุว่ามีบุคคลรายหนึ่งในตำแหน่งผู้บริหารชั่วคราว แจ้งการได้มาซึ่งหุ้นสามัญของบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR จำนวน 41,132,700 หุ้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 บุคคลดังกล่าวได้ยื่นแบบ 246-2 ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยระบุการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ประกอบด้วยหุ้นสามัญประมาณร้อยละ 0.3776 และหุ้นบุริมสิทธิประมาณร้อยละ 4.6400 ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นภายหลังการได้มาคิดเป็นประมาณร้อยละ 9.9906 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทนั้น
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สาวปริศนารายนี้ ยังเคยยื่นแบบ 246-2 การถือครองหุ้นบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รวมถึงมีรายงานกรณีหุ้น TRUE เมื่อปี 2568 อีกกรณีหนึ่งด้วย

