หุ้นไทยอ่วม! 7 วันดิ่งกว่า 100 จุด หลุด 1,500 จุด InnovestX ชี้โซนสะสมหุ้นแบงก์-นิคมฯ-ปันผลเด่น

หุ้นไทยอ่วม! 7 วันดิ่งกว่า 100 จุด หลุด 1,500 จุด InnovestX ชี้โซนสะสมหุ้นแบงก์-นิคมฯ-ปันผลเด่น
ภาพประกอบข่าว

หุ้นไทยร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 ดัชนีทรุดแตะ 1,470 จุดระหว่างวัน หลังเผชิญแรงขายหุ้น DELTA-พลังงาน-ปิโตรเคมี กดดันตลาด InnovestX เตือนเสี่ยงลงทดสอบแนวรับ 1,450 จุด แต่ประเมิน SET บริเวณ 1,470-1,500 จุด เริ่มน่าสะสม หลัง Forward P/E ลดเหลือ 14 เท่า เปิด 4 ธีมหุ้นเด่นรับโอกาสฟื้นตัว วางเป้าดัชนีปี 2570 ที่ 1,715 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) รายงานภาวะตลาดหุ้นไทยล่าสุดว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 โดยระหว่างวันปรับตัวลงเกือบ 20 จุด ลงไปทดสอบบริเวณ 1,470 จุด ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงสะสมกว่า 100 จุด ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ยังทรงตัวในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ท่ามกลางตลาดหุ้นไทยที่ยังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุน

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงประมาณ 5% ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา จากแรงกดดันด้านนโยบายพลังงานภายในประเทศและแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก ส่งผลให้ระดับมูลค่าหุ้นไทยเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดย Forward P/E ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ระดับ 16 เท่า

InnovestX ประเมินว่า ดัชนีบริเวณ 1,470-1,500 จุด เป็นระดับที่เหมาะสำหรับทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี โดยยังคงเป้าหมายดัชนีปี 2570 ที่ระดับ 1,715 จุด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรทยอยลงทุนเป็นจังหวะ แทนการเข้าลงทุนเต็มจำนวนในครั้งเดียว เนื่องจากตลาดยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

สำหรับแรงขายที่กดดันตลาดหุ้นไทยกระจุกตัวอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA ปรับตัวลดลง 2.3% และ CCET ลดลง 2.0% จากความกังวลแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก (Tech Sell-off)

ขณะที่กลุ่มพลังงานได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลง โดย BCP ลดลง 2.7% SPRC ลดลง 2.1% PTTEP ลดลง 1.3% ส่วน PTT และ TOP ลดลง 1.2% เท่ากัน

ด้านกลุ่มปิโตรเคมีเผชิญแรงขายเช่นเดียวกัน โดย PTTGC ลดลง 3.9% และ IVL ลดลง 3.6% ขณะที่ ADVANC ปรับตัวลดลง 2.1% จากแรงขายทำกำไร ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัวและการขาดปัจจัยบวกใหม่ แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะออกมาตามคาด

อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางตลาด โดย BTG เพิ่มขึ้น 4.6% CPF เพิ่มขึ้น 3.6% และ TFG เพิ่มขึ้น 2.7% จากความคาดหวังว่ารัฐบาลจะอนุมัติโควตานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ รวมถึงกระแสการสำรองอาหารล่วงหน้า 72 ชั่วโมงเพื่อรับมือสถานการณ์ไม่คาดคิด

ในเชิงเทคนิค InnovestX ระบุว่า ดัชนี SET หลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 1,485-1,490 จุด ซึ่งเป็นระดับ 50% ทำให้มีความเสี่ยงปรับตัวลงไปทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 1,450-1,455 จุด หรือระดับ 61.8% ส่วนกรอบการฟื้นตัวระยะสั้นยังจำกัดบริเวณ 1,500 จุด โดยต้องติดตามความสามารถในการกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ที่ระดับ 1,515 จุด เพื่อประเมินทิศทางการฟื้นตัวของตลาด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำคัดเลือกหุ้นพื้นฐานดีที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยแบ่งออกเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่ 1. FDI & Tech-Infra Play เน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Data Center และพลังงานสะอาด ประกอบด้วยกลุ่มธนาคาร BBL, KBANK และ KTB กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA และ AMATA กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA และ KCE รวมถึงกลุ่มพลังงานหมุนเวียน GULF, GPSC และ GUNKUL

2.Strong Earnings & Laggard Play เน้นหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 แต่ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ AOT, AP, BCH, BDMS, CPN, TRUE และ TU

3.Quality Dividend Play เน้นหุ้นคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับจูงใจมากกว่า 5% ต่อปี รวมถึงมีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันในช่วงปลายปี ได้แก่ BBL, KTB, KKP, HMPRO, AP, SCCC, PTT, FTREIT และ LHSC

    และ 4. Geopolitical & Yield Relief Play เน้นหุ้นสำหรับเก็งกำไรระยะสั้นในกลุ่มนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและราคาพลังงาน รวมถึง Bond Yield ปรับตัวลดลง โดยมีกลุ่มสายการบิน AAV และ THAI กลุ่มโรงไฟฟ้า GPSC และ BGRIM กลุ่มการแพทย์ BH และ BDMS กลุ่มท่องเที่ยว AOT, MINT และ ERW รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ MTC, SAWAD และ TIDLOR

    ในส่วนของผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยหากผลการเลือกตั้งนำไปสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งแยก (Divided Government) อาจช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความเสี่ยงเชิงนโยบาย จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะตลาดปรับตัวลดลงทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี โดยเน้นการกระจายความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการเข้าลงทุนเต็มพอร์ตในคราวเดียว

    สถิติการรีวิวล่าสุด

    คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚