เคทีซี ผนึก “สสว.-สมาพันธ์ SME ไทย” ชี้ทางรอดธุรกิจปี’69 “ข้อมูล-สภาพคล่อง” สำคัญกว่ายอดขาย
เคทีซี-สสว.-สมาพันธ์ SME ไทย เปิดเวที “SME Next Move” ชี้ทางรอดธุรกิจปี 2569 “ข้อมูล-สภาพคล่อง” สำคัญกว่ายอดขาย “ประธานสมาพันธ์ SME ไทย” ชี้การยกระดับศักยภาพ MSME ไทยต้องมองไกลกว่าการแก้ปัญหาระยะสั้น แนะเร่งสร้างโอกาส 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต หนุนผู้ประกอบการกว่า 273,000 ราย-จ้างงานกว่า 11.9 ล้านคน ฟาก “KTC” มองระบบชำระเงินเป็นกลไกสำคัญช่วยปิดการขาย
“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาพันธ์ SME ไทย เปิดเวทีเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 26 “SME Next Move: ทางรอดใหม่ในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อถอดรหัสทิศทางธุรกิจ SME ไทย
นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า SME ไทยกำลังเผชิญ ‘จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง’ ที่สำคัญจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเข้าสู่สังคมอายุยืน (Demographic Change) ที่กำลังเปลี่ยนทั้งโครงสร้างแรงงานและพฤติกรรมผู้บริโภค ปัญหาผลิตภาพ (Productivity) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง และความท้าทายในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ในโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ประสบการณ์ และความแตกต่างของสินค้าและบริการมากขึ้น

ขณะเดียวกัน SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนและเครื่องมือสำคัญต่อการเติบโต เนื่องจากขาดประวัติทางการเงินที่ชัดเจน ไม่มีงบการเงินหรือระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน บางส่วนมีรายได้ผันผวนและพึ่งพากระแสเงินสดรายวัน ทำให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงในระดับสูง ขณะที่การเข้าถึงข้อมูล แหล่งทุน และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังมีความซับซ้อนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
โดย สสว. มุ่งทำหน้าที่เป็นมากกว่าหน่วยงานส่งเสริมธุรกิจ โดยเน้นการยกระดับองค์ความรู้และทักษะของผู้ประกอบการ ช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เปิดโอกาสใหม่ด้านตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลและบริการภาครัฐให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ SME สามารถอยู่รอดและเติบโตได้จริง
“แม้ว่า สสว. จะประเมินว่า SME ไทยในปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโต แต่การแข่งขันจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการที่สามารถใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจลูกค้าในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุด โดย SME ที่จะอยู่รอดในอนาคตควรมี 3 คุณลักษณะสำคัญ
ได้แก่ Stay Hungry มองหาโอกาสใหม่อยู่เสมอ Stay Foolish พร้อมเรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลา และ Don’t Be Shy กล้าที่จะเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ เพราะ SME ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด”
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน MSME หรือวิสาหกิจรายย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง กว่า 3.3 ล้านรายทั่วประเทศ ยังคงเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 84 เป็นธุรกิจรายย่อย MSME สร้างการจ้างงานมากกว่า 13.6 ล้านคน และเป็นฐานสำคัญของภาคบริการ การค้าและการผลิตของประเทศ

“ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากทั้งผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ วันนี้ SME ไม่ได้แข่งขันกับร้านค้าข้างบ้านอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกับผู้ขายทั้งประเทศและทั้งโลกผ่านหน้าจอมือถือเครื่องเดียว”
ทั้งนี้ สิ่งที่ SME ต้องการมากที่สุดในระยะสั้น คือมาตรการที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และเพิ่มสภาพคล่องให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ
เพราะปัญหาใหญ่ของ SME วันนี้ไม่ใช่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่คือไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะลงมือทำ หลายธุรกิจยังขาดข้อมูลในการตัดสินใจ ขาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ และยังไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภาครัฐและภาคเอกชนรายใหญ่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับปี 2569 การยกระดับศักยภาพของ MSME ไทยต้องมองไกลกว่าการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยต้องเร่งสร้างโอกาสในกลุ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรและอาหารมูลค่าสูง การท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สุขภาพและเวลเนส ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล
“ปัจจุบัน 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคตของไทยมีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย สร้างการจ้างงานกว่า 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้รวมกว่า 39 ล้านล้านบาท สะท้อนโอกาสใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งเข้าไปมีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาทักษะและศักยภาพของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจที่จะอยู่รอดในอนาคตอาจไม่ใช่ธุรกิจที่มียอดขายมากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่บริหารสภาพคล่องได้ดี ใช้ข้อมูลเป็น และปรับตัวได้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาด”
ขณะที่นางสาวเนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริหารร้านค้าสมาชิก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากข้อมูลและประสบการณ์ทำงานร่วมกับร้านค้าสมาชิกทั่วประเทศ เคทีซีพบว่าผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายและชำระเงินด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้า การสร้างความสะดวกในทุกจุดสัมผัส และการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่าที่เคย ระบบรับชำระเงินอาจเป็นเพียงงานหลังบ้านของธุรกิจ

“แต่แท้จริงในทางปฏิบัติวันนี้ ‘Payment’ เป็นมากกว่าช่องทางรับเงิน เป็นตัวเร่งการเติบโตของร้านค้า เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าที่หลายธุรกิจคาด ลูกค้าไม่ได้เลือกเพียงสินค้า ราคา หรือโปรโมชัน แต่เลือกความสะดวกในการจ่ายเงินด้วย”
ข้อมูล Payment Data Indicators จากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่าการชำระเงิน e-Payment ของคนไทยเติบโตต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต / บัตรเดบิต / Thai QR PromptPay / e-money / Internet & Mobile Banking โดยแต่ละรูปแบบตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่าง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้ใช้วิธีชำระเงินรูปแบบเดียวในทุกสถานการณ์อีกต่อไป แต่เลือกวิธีชำระเงินตามประเภทสินค้าและประสบการณ์ที่ต้องการมากขึ้น
ส่งผลให้ระบบชำระเงินไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘กลไกสำคัญที่ส่งผลต่อการปิดการขาย’ และโอกาสในการกลับมาซื้อสินค้า/บริการซ้ำของลูกค้า SME ที่มีทางเลือกการรับชำระเงินครบ สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าและมีทางเลือก เช่น การผ่อนชำระด้วยบัตรเครดิตสำหรับสินค้ามูลค่าสูง จะมีโอกาสปิดการขายได้มากกว่า หากร้านค้ามีลูกค้า 100 คน และมี 20 คน ที่พร้อมซื้อ แต่ไม่สามารถจ่ายด้วยวิธีที่ต้องการได้ โอกาสทางธุรกิจเหล่านั้นอาจหายไปทันที
นางสาวเนาวรัตน์ กล่าวว่า เคทีซีให้บริการระบบรับการชำระเงิน Digital Payment สำหรับธุรกิจร้านค้ามีหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์ รองรับบัตรเครดิต บัตรเดบิต (วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เจซีบี ยูเนี่ยนเพย์ และ ITMX) พร้อมเพย์ (PromptPay) และอาลีเพย์พลัส อี-วอลเลตกว่า 30 ประเทศ (Alipay+ e-wallets) จากข้อมูลร้านค้าสมาชิกของเคทีซีในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีปริมาณรายการเติบโต 6.8% และมูลค่าเติบโต 7%
โดยเฉพาะรายการชำระเงินออนไลน์เติบโต 13.8% และการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย Alipay+ และบัตรเครดิตเติบโตถึง 19.6% กับมูลค่าเฉลี่ยต่อรายการกว่า 4,000 บาทต่อบิล สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงกำลังซื้อในช่องทางออนไลน์และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
นอกจากการรับชำระเงินแล้ว “Data” ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ลึกขึ้น ทั้งช่วงเวลาที่มียอดขายสูง ประเภทสินค้าที่สร้างรายได้ และแนวโน้มการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการบริหารสต็อกสินค้า วางแผนการตลาด และบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่ได้เปรียบในอนาคตอาจไม่ใช่ธุรกิจที่มีลูกค้ามากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่เข้าใจข้อมูลของลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะข้อมูลช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็ว แม่นยำ และลดต้นทุนจากการลองผิดลองถูก
“สภาพคล่องยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ SME โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความ ไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การได้รับเงินเร็วขึ้นช่วยให้ร้านค้าบริหารเงินหมุนเวียน เพิ่มรอบหมุนสินค้า วางแผนสต็อก และต่อยอดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ เคทีซีให้ความสำคัญกับบริการรับชำระเงินแบบครบวงจรภายใต้จุดแข็ง 4S ได้แก่ ‘Speed’ อนุมัติร้านค้าไว ร้านค้าได้รับเงินเร็วเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยในวันที่รูด เพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและการโอนเงิน ‘Service’ รายงานและใบกำกับภาษีอิเล็คทรอนิกส์
พร้อมบริการดูแลร้านค้าสมาชิกที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน (24/7) ‘Stability’ ให้ความสำคัญกับความเสถียรของระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับร้านค้าและผู้บริโภค พร้อมรองรับรายการธุรกรรมจำนวนมากขึ้นสนับสนุนธุรกิจที่เติบโตไปด้วยกัน และ ‘Secure’ วางใจได้ว่าทุกธุรกรรมจะปลอดภัยด้วยมาตรฐานสากล มีการติดตามและมอนิเตอร์รายการอย่างต่อเนื่อง ป้องกันรายการธุรกรรมต้องสงสัยในการชำระเงิน

