เอกนิติ ยัน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ไทม์ไลน์เดิม ชงกู้เพิ่ม 2 แสนล้าน 19 พ.ค.นี้
เอกนิติ ยัน “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม แจกคนละครึ่งพลัสและบัตรคนจน คนละ 4,000 บาท ลงทะเบียน 25 พ.ค. เริ่มใช้ 1 มิ.ย. – ชงกู้เพิ่ม 2 แสนล้าน เข้า ครม. 19 พ.ค. นี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจะมีการกู้ใหม่จำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่เดิมคาดว่าจะเสนอเข้าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ แต่ดำเนินการไม่ทัน เนื่องจากต้องรอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายเอกนิติกล่าวว่า ในการประชุม ครม. สัปดาห์หน้า (19 พ.ค.) นอกจากเรื่องการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะแล้ว กระทรวงคลังจะเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัสให้ ครม.เห็นชอบพร้อมกับแผนก่อหนี้เลย โดยโครงการนี้จะมี 2 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 30 ล้านสิทธิ วงเงิน 4,000 บาทต่อคน โดยทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน จำนวน 13.2 ล้านสิทธิ ซึ่งจะให้วงเงินเพิ่มเดือนละ 700 บาท เป็น 1,000 บาทต่อคน
“โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม คือเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค. และเริ่มใช้จริงวันที่ 1 มิ.ย. ตามเดิมที่เคยยืนยันไว้ก่อนหน้านี้” นายเอกนิติ กล่าว
รมว.คลัง เผยว่า ครม.ได้มีการหารือกันถึงปัญหาการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายได้ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้วตามกฎหมาย ตั้งแต่ 1 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร จึงสามารถใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อเยียวยาช่วยเหลือประชาชนได้ ทั้งนี้ในส่วนของการยื่นฟ้องต่อศาลเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งดำเนินคู่ขนานกันได้ และไม่กระทบต่อแผนการกู้เงินดังกล่าว
“สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน หากจะฟ้อง พ.ร.ก.กู้เงินนี้ จะฟ้องได้ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านจะฟ้องได้เฉพาะมาตรา 173 เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราก็ยืนยันว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย และเกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว กระทรวงการคลังยังมีแผนจะออกมาตรการให้ประชาชน จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าส่วนหนึ่งจะกู้เงินโดยออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้ประชาชนทั่วไปทุกเดือน ภายใต้ชื่อ ออมพลัส และจะให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.2% ถ้ารัฐบาลจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ในอายุเดียวกันจะให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อจูงใจประชาชน
ทั้งนี้ นายเอกนิติยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินนั้น มีความจำเป็นเร่งด่วน และเชื่อมั่นว่าการกู้เงินดังกล่าวไม่ได้ทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง เพราะทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินจริง และจะไม่กู้มาเตรียมไว้ให้เสียอัตราดอกเบี้ยสูง โดยในวันนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิต R&I (Rating and Investment Information, Inc.) ของประเทศญี่ปุ่น ยังคงเครดิตไทยไว้ในระดับเดิม แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะยังไม่มีการขยายเพดานหนี้ขึ้นจากเดิม 70% ของ GDP
ด้าน นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะที่จะกู้เงินเพิ่มอีก 2 แสนล้านบาทนี้ ยังไม่เข้า ครม. ในวันนี้ 12 พ.ค. พร้อมย้ำว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการมาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการของรัฐบาล
ทั้งนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการการใช้เงินกู้ เปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ นัดแรก เพื่อวางกฎเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ ของการคัดเลือกโครงการ


