ประธาน FETCO กระทุ้งรัฐบาล อย่าลืมหนุน “ออม” ด้วย นอกจากเร่งลงทุน

ประธาน FETCO กระทุ้งรัฐบาล อย่าลืมหนุน “ออม” ด้วย นอกจากเร่งลงทุน
ภาพประกอบข่าว

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธาน FETCO โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้รัฐบาลอยากเร่งลงทุน ต้องอย่าลืมเร่งการออมด้วย จี้ยกสถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ-เร่งคลอดมาตรการ TISA พร้อมวางยุทธศาสตร์ในการดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก “Paiboon Nalinthrangkurn” ระบุว่า รัฐบาลอยากเร่งลงทุน ต้องอย่าลืมเร่งการออมด้วย หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหนึ่งในโจทย์สำคัญคือ เราต้องทำให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ Investment Cycle รอบใหม่ อีกครั้ง

ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูง หากเราต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ ผมเห็นด้วยว่าเราควรตั้งเป้าหมายผลักดันการลงทุนกลับขึ้นไปสู่ระดับ 30% ของ GDP

แต่คำถามสำคัญที่ต้องถามควบคู่กันคือ ถ้าเราจะลงทุน 30% ของ GDP เงินจะมาจากไหน?

ปัจจุบัน อัตราการออม หรือ Gross National Saving ของไทยอยู่ที่ประมาณ 24% ของ GDP หากเราต้องการเพิ่มการลงทุนขึ้นไปถึง 30% แต่การออมของประเทศไม่เพิ่มขึ้นตาม ส่วนต่างจะสะท้อนออกมาในรูปของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

และช่องว่างดังกล่าวจะต้องถูกชดเชยด้วยเงินทุนจากต่างประเทศ

ประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องนี้มาแล้วจากวิกฤตปี 2540 ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ประเทศไทยมีการลงทุนในระดับสูงมาก และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงประมาณ 8% ของ GDP ในขณะที่เงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมากที่ไหลเข้าเป็นเงินร้อน และเงินกู้ระยะสั้น

เมื่อกระแสเงินทุนกลับทิศ จึงเกิดปัญหา Liquidity Crisis และ Financial Crisis ตามมา

บทเรียนจากอดีตไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยไม่ควรขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เราต้องไม่กลับไปสู่การขาดดุลในระดับสูงถึง 7–8% ของ GDP ต่อเนื่อง และพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศเหมือนในอดีต

หากการขาดดุลเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Productive Assets ที่จะเพิ่มศักยภาพ และ Productivity ของประเทศในอนาคต และมีแหล่งเงินทุนที่มั่นคงในระยะยาว ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย

มีหลายงานวิจัย สรุปว่าระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยอมรับได้ สำหรับเศรษฐกิจกำลังพัฒนา คือไม่เกิน 3% ของ GDP

“ดังนั้น หากรัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ 30% ของ GDP เราก็ควรตั้งเป้าหมายเพิ่ม Gross National Saving จาก 24% เป็นไม่น้อยกว่า  27% ของ GDP ควบคู่กันไป และให้ส่วนต่างประมาณ 3% ของ GDP ถูกชดเชยจาก Foreign Saving ในช่วงที่ประเทศไทยเร่งการลงทุน”

ตัวเลข 27% และ 3% ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่เป็นกรอบในการคิดว่า หากเราต้องการ Investment Cycle รอบใหม่ เราต้องวางแผนเรื่อง การสร้างเงินออม และแหล่งที่มาของเงินทุน ตั้งแต่ต้น

รัฐบาลควรยกระดับ การเพิ่มการออมให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ ควบคู่ไปกับการผลักดันการลงทุน

การเพิ่มการออมต้องมาจากทุกภาคส่วน ทั้งการออมของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

ในส่วนของประชาชน เราควรเร่งสร้างระบบการออมระยะยาว โดยเฉพาะการออมเพื่อการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็น

–  การยกสถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ และ

–  มาตรการอย่าง TISA ที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออมและลงทุนระยะยาว และควรให้วงเงินที่สูงพอเพื่อกระตุ้นการออมได้จริง เงินออมที่เพิ่มขึ้น นอกจากจะช่วยสร้างหลักประกันยามเกษียณในสังคมสูงวัยแล้ว เงินเหล่านี้ยังสามารถกลายเป็น Long-term Capital สำหรับนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ และ Productivity ของประเทศ

และเราจำเป็นต้องมี ยุทธศาสตร์ในการดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศ

“เราต้องการ  FDI,  Sovereign Wealth Funds,  Global Pension Funds,  Insurance Funds, Family Offices และ  Long-term Institutional Investors มากกว่าเงินทุนระยะสั้นที่สามารถไหลออกได้อย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น  Regional Financial Hub  การพัฒนาตลาดทุนให้ได้มาตรฐานสากล การปรับกฎหมาย Trust  การสร้างระบบรองรับการจัดตั้ง Family Office เพื่อบริหารเงินออมของคนต่างชาติ และ การพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย จึงไม่ควรเป็นเพียงนโยบายของภาคตลาดทุน แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์การออมแห่งชาติ”

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการลงทุนเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่คำตอบในการยกศักยภาพของเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจัยที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ OECD ระบุว่า Total Factor Productivity หรือ TFP ของไทยเติบโตที่ 0% ต่อปี ในช่วง 2015-2023 แปลง่ายๆ คือ เศรษฐกิจไทยหยุดพัฒนาไปแล้วกว่า 10 ปี

Investment Cycle รอบใหม่จึงต้องเป็น Productivity-led Investment โดยให้ความสำคัญกับ Technology, AI, Digital Infrastructure, Semiconductor, Automation, Human Capital และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สามารถยกระดับ Productivity ของประเทศได้จริง

“สรุป หากประเทศไทยต้องการ Investment Cycle รอบใหม่ เราไม่ควรถามเพียงว่า  เราจะลงทุนอะไร แต่ต้องถามด้วยว่า เราจะออมอย่างไร และเราจะหาเงินทุนระยะยาวจากไหน เพื่อให้การลงทุนรอบใหม่นี้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚