‘เงินเฟ้อพุ่ง-ดอกเบี้ยขึ้น’ ปรับพอร์ตรับมืออย่างไร ไม่ให้เงินจม
ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
โลกลงทุนจะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อ Fed พลิกกลับมา “ขึ้นดอกเบี้ย” อีกครั้งแล้ว หลังหยุดขึ้นมานานกว่า 3 ปี และส่งสัญญาณคุมเข้มเงินเฟ้อต่อไป
สำหรับนักลงทุนทั่วโลกแล้ว การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยสหรัฐ และ Treasury Yield ยังมีความสำคัญต่อกระแสเงินทุน ต้นทุนทางการเงิน และการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในตลาดหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลกครับ
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไปสู่ระดับ 3.75-4% เท่านั้น แต่สิ่งที่ตลาดสนใจมากกว่า คือ ดอกเบี้ยสหรัฐจะต้องอยู่ในระดับสูงนานเพียงใด และ Fed จะขึ้นอีกกี่ครั้ง
ตลาดสินทรัพย์ต่าง ๆ ปรับตัวอย่างไร และนักลงทุนควรรับมืออย่างไร
บอนด์สั้นกระดกรับ Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก มีลุ้นตลาดหุ้นฟื้น
การส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ในรอบการประชุมล่าสุด (15-16 ก.ย.) เรียกว่ามีความชัดเจนจากครั้งก่อนหน้า ตั้งแต่การเข้ามาของ “เควิน วอร์ช” ประธาน Fed เมื่อเดือน พ.ค. 2026
Fed ระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ได้เร็วขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง เงินเฟ้อสูง ตลาดแรงงานยังดีอยู่
ทิศทางนโยบายหลังจากนี้ ในประมาณการทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ของ Fed ระบุคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีโอกาสปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ประมาณการค่ากลางของอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปีอยู่ที่กรอบ 4.00-4.25% ฉะนั้นการปรับขึ้นครั้งนี้ยังอาจจะไม่ใช่การจบรอบขาขึ้นของ Fed ในช่วงเวลาที่เหลือของปี
Fed ยังปรับประมาณการเงินเฟ้อ PCE ปี 2026 ขึ้นจาก 3.6% เป็น 3.7% และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ได้ในปี 2029 ซึ่งช้ากว่าประมาณการก่อนหน้านี้ ขณะที่ประมาณการ GDP ปี 2569 ถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.3% จาก 2.2% และคาดอัตราว่างงานสิ้นปีที่ 4.1%
นี่คือภาพสะท้อนว่า Fed กำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังมีแรงขับเคลื่อนเพียงพอที่จะรองรับนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จึงอาจต้องอยู่กับดอกเบี้ยนโยบายระดับ 4% ต่อไปอีก
หลังการประชุม ตลาดพันธบัตรสหรัฐให้ความสนใจกับแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป โดย Reuters รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury Yield) อายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นหลังการประกาศผลประชุมและประมาณการเศรษฐกิจ
ข้อมูลอัตราผลตอบแทนของกระทรวงการคลังสหรัฐ ณ วันที่ 16 กันยายน ระบุว่า Treasury Yield อายุ 10 ปี พุ่งแรงแตะ 5.00% ขณะที่อายุ 2 ปี ขึ้นมาอยู่ที่ 4.67% และอายุ 30 ปี อยู่ที่ 5.36% ทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงรับข่าวทันที แต่มีแรงซื้อกลับใน S&P 500 ตลาดดาวโจนส์ร่วงหนักกว่า 1% ขณะที่ Nasdaq แทบไม่ขยับ และดัชนี VIX ขยับขึ้นเล็กน้อยสะท้อนยังไม่ใช่ระดับที่ตลาดตื่นตระหนก เพียงแต่ปรับการประเมินต้นทุนทางการเงินและมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะหุ้นที่มี Valuation สูงและมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ได้แก่ กลุ่มหุ้นเติบโตสูง (Growth) โดยเฉพาะ AI เทคโนโลยี ที่ถูกกดดันพักฐานระยะสั้น
สรุปว่า หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ ตลาดดอกเบี้ยระยะสั้นและหุ้นบางกลุ่มที่ถูกกระทบ แต่มีแรงซื้อกลับในบางกลุ่มที่เห็นโอกาสช่วงตลาดย่อตัว ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโต แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังดี ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มมองเป็นโอกาสทยอยลงทุนหุ้นคุณภาพ ด้าน Wolfe Research มีการศึกษาพบว่า ในช่วง 6-12 เดือนหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ตลาดหุ้นมักฟื้นกลับมาเป็นบวก
โอกาสลงทุนไม่ได้อยู่ที่ประเทศเดิมตลอดไป เมื่อมีปัจจัยกดดันตลาดอยู่
สถานการณ์ในปีนี้มี 3-4 ปัจจัยที่กดดันตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น New Normal
สงครามแย่งชิงพลังงานในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุชยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบราคาพลังงาน น้ำมันและเศรษฐกิจโลกได้ทุกเมื่อ ล่าสุดราคาน้ำมันกลับมา 100 ดอลลาร์/บาร์เรลไปแล้ว
- Fed ยังใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด
ล่าสุด Fed ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน ประกาศคุมเข้มเงินเฟ้อเต็มสูบ เพราะนอกจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันแพง ยังมีความกังวล ‘AI-flation’ จากต้นทุนชิปที่แพงขึ้น ทำให้ Fed ต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบ จะเห็นดอกเบี้ยสูงในระยะยาว (Higher for Longer)
- ความผันผวนของกลุ่มเทคโนโลยีและชิป (AI)
การปรับฐานของ Nasdaq ช่วงนี้ไม่ใช่จุดจบเทรนด์ AI แต่คือ Super Cycle ระยะยาว 5-10 ปี ตลาดกำลังเลือกให้รางวัลเฉพาะบริษัทที่เปลี่ยน AI ให้เป็นกระแสเงินสดได้จริง เรียกว่าพักฐานเพื่อคัดสรรตัวจริง หลังจากที่ราคาวิ่งขึ้นแรง ทำ New High ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว แต่มีหลายธุรกิจยังไม่มีกำไรที่แข็งแรงรองรับ Valuation ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
- สงครามการค้าที่สหรัฐ ยกระดับความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง
ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยังถูกกดดันจากการจัดระเบียบการค้าใหม่ของรัฐบาลสหรัฐ ยุค “โดนัลด์ ทรัมป์” อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้กับหลายประเทศเป็นวงกว้าง และมาตรการเฉพาะประเทศ ล่าสุด แคนาดากำลังเผชิญแรงกดดันหนัก บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศปั่นป่วนและมีความเสี่ยงเงินเฟ้อโลกสูงขึ้นตามมาด้วย
ทุกวันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา สะท้อนว่าโอกาสลงทุนไม่ได้อยู่ที่ประเทศเดิมตลอดไปแล้ว ถึงเวลาต้องมองหาโอกาสจากตลาดที่น่าสนใจในแต่ละช่วงเวลาได้แล้วครับ
ผมพามาเจาะโอกาสลงทุนตอนนี้กับ 4 ตลาดหุ้นหลักของโลก
สหรัฐ ดัชนีหลัก S&P 500 บวกกว่า 11% จากต้นปี (YTD) มีแรงหนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแรงโดยเฉพาะกลุ่มเทคฯ ที่เกาะกระแสวัฏจักร Super AI ทำให้ภาพรวมตลาดยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น ได้แก่ AI เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี ส่วนความถูกแพงของตลาด (Trailing P/E) 26.15 เท่า ถือว่าตึงตัว
สิ่งที่ต้องจับตา คือ การขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อและความคุ้มค่าของการลงทุน AI ส่งผลให้เกิดความผันผวนระยะสั้น
จีน ดัชนี CSI 300 มีกลุ่มอุตสาหกรรมเด่น ได้แก่ AI, EV, แบตเตอรี่ และสินค้าบริโภคอุปโภคชั้นนำ ความน่าสนใจคือ ตลาดยังมี Valuation น่าลงทุน เทคโนโลยีขั้นสูงและ EV ยังเติบโตระดับโลก สวนทางกับเศรษฐกิจในประเทศ ส่วน Trailing P/E 17.05 เท่า ถือเป็นโอกาสในการเลือกลงทุนรายกลุ่ม
สิ่งที่ต้องจับตา คือ การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเปราะบาง ภาวะกำลังซื้อชะลอตัวและสงครามการค้า
ญี่ปุ่น ดัชนี Topix กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น มียานยนต์ หุ่นยนต์และเครื่องจักรกล ความน่าสนใจ ตลาดได้แรงหนุนจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทญี่ปุ่น ส่วน Trailing P/E 17.29 เท่า
สิ่งที่ต้องจับตา คือ ทิศทางดอกเบี้ยของ BOJ ที่ล่าสุด ประกาศขึ้นดอกเบี้ยตามคาด สู่ระดับ 1.25% สูงสุดในรอบ 31 ปี ไปเมื่อสุดสัปดาห์ ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ อาจปรับดอกเบี้ยไปถึง 1.75% เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และความผันผวนของค่าเงินเยน อาจกดดันกำไรของบริษัทในกลุ่มส่งออก
ฮ่องกง ดัชนี HSI กลุ่มเด่น มีเทคโนโลยี การเงิน บริการ ความน่าสนใจ หุ้นราคาถูกเป็นโอกาสเก็บหุ้นเทคฯ จีนคุณภาพ และ Trailing P/E 12.16 เท่า ถูกกว่าสหรัฐมาก เป็นโอกาสซื้อหุ้นเทคฯ จีนในราคาโปรโมชั่น ขณะที่ครึ่งแรกของปีนี้ มีเม็ดเงินจากนักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าหุ้นฮ่องกงจนมูลค่าซื้อขายทำสถิติสูงสุดใหม่
สิ่งที่ต้องจับตา คือ การพึ่งพาเศรษฐกิจจีน กระแสเงินทุนต่างชาติและนโยบายรัฐ
เพราะฉะนั้น ทั้ง 4 ตลาด ไม่มีตลาดไหนได้เปรียบไปกว่ากัน ตลาดที่น่าสนใจในวันนี้ อาจไม่ใช่ตลาดเดียวกับปีหน้า เพราะโอกาสขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้ง Valuation, กำไรบริษัท, ดอกเบี้ย และค่าเงิน
คุมในสิ่งที่ควบคุมได้: จัดพอร์ตลาดเสี่ยง “มีชัยไปกว่าครึ่ง”
เมื่อโลกมีความผันผวนสูง หัวใจสำคัญของการจัดพอร์ตลงทุน “ไม่ใช่การจับจังหวะซื้อขาย” แต่คือการจัดสรรสินทรัพย์อย่างมีวินัยและกระจายลงทุนที่ดีผ่านแนวคิด Core & Satellite Portfolio
Core Portfolio หรือพอร์ตหลัก (70-80%) ของพอร์ตลงทุนรวม โดยพอร์ตนี้เน้นหุ้นคุณภาพสูงและตราสารหนี้คุณภาพดีที่กระจายทั่วโลกช่วยลดความเสี่ยงหากสินทรัพย์ใด หรือประเทศ/ภูมิภาคใดสะดุด จะยังมีอีกซีกโลกที่สร้างผลตอบแทนเข้ามาได้ ตลาดหลักที่น่าสนใจ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงทั้งการสร้างผลตอบแทนระยะยาว แต่ระดับความเสี่ยงของแต่ละคนรับได้ไม่เท่ากัน จึงจัดน้ำหนักลงทุน 3 ระดับความเสี่ยง
สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำสัดส่วนลงทุนหุ้นทั่วโลก 80% ของพอร์ตหลัก และที่เหลือเป็นการกระจายลงทุนในตราสารหนี้
ส่วนคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ให้มีสัดส่วนลงทุนหุ้นโลกและตราสารหนี้อย่างลดครึ่ง
และคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้น้ำหนักตราสารหนี้มากกว่าหุ้น โดยตราสารหนี้ 70-80% ส่วนที่เหลือหุ้นโลกไม่เกิน 30%
Satellite Portfolio หรือ พอร์ตเสริม (20-30%) สร้างโอกาสทำผลตอบแทนเพิ่ม โดยเลือกลงทุนตามธีมที่มีศักยภาพเติบโตไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน เวียดนาม หรือจีน สำหรับช่วงที่ตลาดกำลังปรับฐานจะเป็นโอกาสค่อย ๆ ทยอยสะสม ส่วนคนที่ DCA อยู่แล้วสามารถลงทุนต่อตามปกติต่อไป
ธีมแรก AI Megatrend
ยังเป็นธีมระยะยาวที่แข็งแกร่ง แต่ไม่จำเป็นต้องรีบไล่ซื้อในวันที่ราคาพุ่ง
แนะนำให้ค่อย ๆ ทยอยสะสม โดยเน้นกลุ่ม Infrastructure และโครงสร้างพื้นฐาน AI, Semiconductor และ AI Application โดยเฉพาะกลุ่ม AI Application ที่หากสามารถค้นหาผู้ชนะตัวจริงได้ อาจเป็นแหล่งสร้าง Alpha ที่สำคัญในอนาคต
จริง ๆ ผมมองว่า AI ไม่ได้หายไปไหน แต่ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการลงทุนแบบ “ซื้อทุกอย่างที่เกี่ยวกับ AI” ไปสู่การลงทุนแบบ “เลือกเฉพาะบริษัทที่สร้างรายได้และกำไรจาก AI ได้จริง” ดังนั้นจึงต้องคัดเลือกหุ้นคุณภาพและราคาที่ใช่ด้วยครับ
ธีมที่สอง กลุ่มย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Shift)
- อินเดีย ราคาหุ้นปรับลงจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน จึงเริ่มกลับมาน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว
- เวียดนาม เศรษฐกิจยังเติบโตแข็งแรง และยังมีโอกาสได้รับการอัปเกรดจาก Frontier Market เป็น Emerging Market ในอนาคต
ธีมที่สาม Value Play
จีน แม้จะถูกกดดันจากปัญหาอสังหาริมทรัพย์ แต่ในมุมมองด้าน Valuation ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ราคาถูกที่สุดในโลก
เมื่อจัดสรรพอร์ต Core & Satellite แล้ว อย่าลืมทยอยลงทุนแบบ “DCA และรีบาลานซ์” สินทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตด้วย หากสัดส่วนใดเบี้ยวจากน้ำหนักที่ตั้งเป้าหมายไว้ ควรมีการรีบาลานซ์ให้กลับมาตามกรอบกำหนด
หลักการเบื้องต้นง่าย ๆ คือ ถ้าทรัพย์สินมีความต่าง 5% ก็ควรดูว่าจำเป็นต้องปรับพอร์ตอย่างไร ซึ่งสามารถตรวจสุขภาพพอร์ตรายไตรมาส ครึ่งปี หรือทั้งปี เพื่อดูว่าธุรกิจยังเติบโตต่อตามการวิเคราะห์หรือที่คาดการณ์อยู่ไหม
ยกตัวอย่างกรณีพอร์ตมีกำไรเพิ่ม 5-10% อาจจำเป็นต้องรีบาลานซ์บางส่วนออกมาเพื่อให้สัดส่วนลงทุนกลับเข้าที่เข้าทาง หรือถ้าทั้งปีไม่ได้ปรับก็จะปรับรายปีได้ แต่ไม่แนะนำให้ปรับพอร์ตหรือรีบาลานซ์บ่อยหรือทุกเดือน มิฉะนั้นจะกลายเป็นผลตอบแทนจะแย่สุดเพราะยังมีค่าธรรมเนียมในการซื้อขายอีก
ถ้าใครไม่รีบาลานซ์ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น (80:20) ถ้าไม่ปรับพอร์ตเลย สัดส่วนจะเหวี่ยงมาก ปัจจุบันอาจจะถือหุ้น 90% โดยไม่รู้ตัวและถ้าหุ้นร่วงมาครึ่งหนึ่ง พอร์ตก็เสียหายเลย เพราะฉะนั้น พอร์ตที่ดีนั้น หากหุ้นยังขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ต้องขายมาซื้อพันธบัตร เวลาหุ้นตก เราจะไม่ติดลบหนัก จะสามารถถือลงทุนระยะยาวได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้กับการ DCA คือ ”ระยะเวลา” ยิ่งลงทุนนาน ผลตอบแทนก็ยิ่งทบต้น ดังนั้น ยิ่ง DCA สะสมไปเรื่อย ทุนยิ่งหนา เมื่อคูณเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน กำไรก็ยิ่งมากขึ้นตามครับ ดังนั้นเริ่มให้ไวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ควบคุมได้อย่าง “การจัดพอร์ตลงทุน” เป็นการบ่งบอกว่า “ระยะยาว” จะได้ผลตอบแทนสูงแค่ไหน ขึ้นกับ 4 สิ่งนี้ คือ เวลา การจัดสัดส่วน ค่าธรรมเนียมการลงทุนและการรีบาลานซ์ที่ถูกต้องตามหลักการ จะส่งผลโดยตรงต่อพอร์ตของคุณ
ฉะนั้น คนที่จะดูแลเงินของเราได้ดีที่สุด คือตัวเราเอง การมีความเข้าใจและมีแผนการลงทุนที่เหมาะสม คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการไปถึงเป้าหมายทางการเงิน เมื่อไหร่ที่ลงทุนแล้วกินอิ่มนอนหลับสบายใจเท่ากับคุณเดินมาถูกทางแล้วครับ

