กรุงศรี คาดค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ
ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ คาดเคลื่อนไหวกรอบ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ ติดตามเงินเฟ้อสหรัฐ ชี้ชะตาดอกเบี้ยเฟด 16 ก.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (7-11 ก.ย.2569) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเงินบาทปิดแข็งค่าเล็กน้อยที่ 32.93 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.88-33.38 บาท/ดอลลาร์
สำหรับภาพรวมของตลาดสัปดาห์นี้ ปัจจัยที่มีผลทั้งตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด แต่ปฏิกิริยาของตลาดยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากนักลงทุนให้น้ำหนักกับข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคที่จะประกาศในท้ายสัปดาห์นี้ เพื่อทำให้สามารถชี้ได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 16 ก.ย. หรือไม่
พร้อมติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 10 ก.ย. คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 2.50% ส่วนทิศทางค่าเงินเยน มีคาดการว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น แต่อาจไม่ได้หนุนเงินเยนอย่างยั่งยืน เนื่องจากขนาดของสถานะขายเงินเยนที่ยังคงค้างอยู่ในตลาด เพิ่มความเสี่ยงที่นักลงทุนจะทยอยปิดสถานะดังกล่าว หรือ Short Covering ซึ่งเปิดโอกาสให้เงินเยนแข็งค่าต่อได้
ทางด้านปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม มีทั้งประเทศไทยมีผลการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดชะลอตัวลงในเดือน ก.ค. เป็น 1.6 พันล้านดอลลาร์ โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่านโยบายการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอย่างเต็มที่และไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการปรับลดดอกเบี้ย พร้อมกันนี้ ธปท. คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพของไทยอยู่ที่ 2.7% และการขับเคลื่อนนโยบายควรมุ่งเน้นไปที่การผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงปรับเข้าใกล้ระดับศักยภาพมากขึ้น
สำหรับภาพรวมค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน โดยเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ส่วนเงินเยนกลับมาแข็งค่า เนื่องจากตลาดประเมินการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) หลังกรรมการนโยบายส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าครั้งละ 0.25% แต่กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ไม่คิดว่าบีโอเจจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยเกิน 0.25% ต่อรอบประชุม ซึ่งมีแนวโน้มว่าบีโอเจเร่งจังหวะการปรับดอกเบี้ยถี่ขึ้นจากเดิมทุก 6 เดือน
ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ ได้กดดันให้ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินเยนที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน รวมถึงมีความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงขึ้นประกอบกับส่วนต่างดอกเบี้ยระยะสั้นระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่ลดน้อยลง อาจนำไปสู่การทยอยปิดสถานะ Carry Trade ทั้งนี้ในภาพรวมนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 3,148 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตรสุทธิ 5,379 ล้านบาท

