ธอส. ไตรมาสแรกปล่อยสินเชื่อใหม่ทะลุ 50,000 ล้าน หนุนนโยบายรัฐแก้วิกฤตพลังงาน
ธอส. โชว์ผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 50,124 ล้านบาท ดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ปลุกอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นตัว พร้อมหนุนนโยบายรัฐบาลจัดทำสินเชื่อประหยัดพลังงาน ออกมาตรการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาบ้านให้คนไทย
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจไทย ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในแถบประเทศตะวันออกกลาง ทาให้ราคาพลังงานปรับเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน
แต่ ธอส. ยังคงบทบาทการเป็นสถาบันการเงินของรัฐ ในการสร้างโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัย และเป็นเครื่องยนต์สาคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนได้จากการปล่อยสินเชื่อใหม่ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค. 2569) สามารถปล่อยได้ 50,124 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยจำนวนนี้เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 24,395 ราย ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีจำนวน 103,885 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.31% (ไตรมาส 1/2568 มี NPL อยู่ที่ 5.77%)
ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้การดำเนินงานเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,900,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.52% มีสินทรัพย์รวม 2,057,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.39% เงินฝากรวม 1,805,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.54%
การตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนสูงถึง 158,373 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 152.45% สะท้อนถึง ความมั่นคง พร้อมในการรองรับผลกระทบในอนาคต และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ระดับแข็งแกร่ง 15.50% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50%
“นอกจากการดำเนินงานตามภารกิจหลักในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแล้ว อีกบทบาท ธอส. พร้อมเป็น ผู้พยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นตัว ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อใหม่ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท ในปี 2569 โดย ธอส. ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับลูกค้า และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) โดยเฉพาะกลุ่ม ที่มีรายได้น้อย กลุ่มอาชีพอิสระ และ Green Finance เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน”
ดร.มหัทธนะ กล่าวอีกว่า ภายใต้สถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธอส. จึงให้ความสำคัญกับการดูแล ช่วยเหลือลูกค้าลดภาระค่าครองชีพ โดยเตรียมกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนชาระเงินงวดลดลง ผ่านมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC4) เดือนที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี และผ่อนชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 1,000 บาท เดือนที่ 4-6 ลดเงินงวดผ่อนชำระ โดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90% +100 บาท และเดือนที่ 7-12 ลดเงินงวดผ่อนชำระ โดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 2.90% +100 บาท
สำหรับลูกค้าที่ชำระเงินงวดเกินกว่าที่กำหนด เงินดังกล่าวจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี) และเมื่อผ่อนชำระครบตามเงื่อนไขให้ลูกค้ากลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาเดิมต่อไป ซึ่งเป็นการดำเนินการช่วยเหลือต่อเนื่องจากมาตรการแก้ไขหนี้ที่ ธอส. มีอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกค้าได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการต่าง ๆ แล้วกว่า 32,858 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือกว่า 37,204.66 ล้านบาท
ดร.มหัทธนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธอส. ยังเดินหน้าสนับสนุนนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน จึงได้จัดทำสินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Roof หรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อประหยัดพลังงาน ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพในระยะยาว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 2,900 บาท (หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus)
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธอส. ยังคงเดินหน้ายกระดับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มมีบ้านเป็นของตนเองได้มากขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน พร้อมทั้งช่วยรักษาบ้านให้คนไทย ได้อย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ 5 Strategic Pillars โดยนำเทคโนโลยี Digital Data และ AI ยกระดับกระบวนการทำงานและพัฒนาการให้บริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์
อาทิ โครงการ G H BANK Easy Loan ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่าน Application : GHB ALL GEN ครอบคลุมกระบวนการยื่นคำขอกู้ และอนุมัติสินเชื่อผ่านระบบดิจิทัล โดยจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติสินเชื่อ และช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวก รวดเร็วเพื่อการมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น
รวมถึงพัฒนาโครงการ Resale Home Ecosystem ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรด้านธุรกิจบ้านมือสอง เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อ-ขาย-กู้ที่อยู่อาศัย ได้แบบครบจบในระบบเดียว ปัจจุบันมีลูกค้ายื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือสองได้กว่า 23% ของเป้าหมายโครงการที่ตั้งไว้ สะท้อนว่า ธอส. สามารถกระตุ้นการซื้อบ้านมือสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ NPL อย่างยั่งยืน โดย ธอส. ได้ร่วมมือกับกรมบังคับคดี เพิ่มประสิทธิภาพ การบริหาร NPL แบบครบวงจร ด้วยการบูรณาการฐานข้อมูลและกระบวนการขายทอดตลาดผ่านระบบร่วมกัน ปัจจุบันสามารถจำหน่ายทรัพย์ภายใต้โครงการดังกล่าวรวมกว่า 2,500 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพ ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของธนาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อีกทั้ง ธอส.ยังยกระดับโครงการ NPL Recovery ระยะที่ 2 ต่อยอดระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analysis) ภายใต้การบริหาร จัดการสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยนำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มการเลื่อนชั้นหนี้ล่วงหน้า
ดร.มหัทธนะ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังจัดทำ Dashboard สำหรับบริหารติดตามหนี้เชิงรุก ช่วยลูกค้าวางแผนการผ่อนชำระเงินงวดได้ทันท่วงที ทำให้ลูกค้ารักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ ธอส. เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่บทบาทใหม่ “Beyond Housing Bank” มากกว่าการปล่อยกู้ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าตั้งแต่วันแรกของการมีบ้านและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน



