‘ศรพล’ แก้ Pain Point กบข.เพิ่มเงินออม-ปรับสูตรลงทุนใหม่

‘ศรพล’ แก้ Pain Point กบข.เพิ่มเงินออม-ปรับสูตรลงทุนใหม่
ภาพประกอบข่าว

หลังเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คนที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 “ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” ได้เดินสายพูดคุยกับสมาชิก กบข.ในหลายพื้นที่ พบว่า สมาชิก กบข. ที่เกษียณอายุราชการได้รับเงินก้อนจากกองทุนเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ ซึ่งได้กำหนดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนองค์กร “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ” ในวาระการทำงาน 4 ปีข้างหน้านี้

“สมาชิกจำนวนมากยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเส้นทางสู่เกษียณมั่นคงต้องเริ่มจากการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ และเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้มีเงินออมที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างยั่งยืน”

“ดร.ศรพล” กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นเมื่อเข้ามารับตำแหน่ง คือต้องการให้สมาชิกมีความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ และทำให้ กบข.เป็นองค์กรที่มีความพร้อมสู่อนาคต รวมทั้งทำให้ กบข.เป็นกลไกในการขับเคลื่อนความยั่งยืนของประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่กำหนด

เพื่อผลักดันเรื่องนี้ กบข.ได้ยกร่างแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายสิทธิ เพื่อ 1.ให้อดีตสมาชิกนำเงินก้อนที่ได้รับตอนเกษียณกลับมาให้ กบข.บริหารต่อได้ 2.ให้สิทธิอดีตสมาชิกส่งเงินบำนาญรายเดือนหรือเบี้ยหวัดกลับมาให้ กบข.บริหาร และ 3.จัดสิทธิสวัสดิการให้แก่ผู้ออมต่อ ซึ่งจะเสนอให้คณะกรรมการ กบข. พิจารณาเห็นชอบ และจะเสนอกระทรวงการคลัง รวมถึงเข้าสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

“หลายคนที่ผมเจอตอนไป กบข.สัญจร บางคนที่เคยได้รับเงินก้อนไปแล้วตอนเกษียณ อยากเอาเงินก้อนนั้นกลับมาออม ปัจจุบันกฎหมายยังทำไม่ได้ หลายคนอาจบอกว่าเมื่อให้ออมต่อจะมีคนออมต่อน้อย แต่บางคนมีหนี้และต้องนำเงินก้อนไปใช้หนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นถึงมีเงินบำนาญทุกเดือนที่อยากนำมาออม แต่กฎหมายยังทำไม่ได้ ซึ่งมันสมเหตุสมผลที่เขาจะไม่ออมต่อ แต่อยากออมเงินบำนาญ”

จากการสำรวจสมาชิกราว 1 แสนราย พบว่ากว่า 80-90% สนใจนำเงินกลับมาออมต่อ ดังนั้น กบข. จะแก้ Pain Point ดังกล่าว โดยจะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เป้าหมาย กบข. คือ การทำให้สมาชิกเริ่มออมให้เร็ว ออมให้พอ และออมเพิ่ม โดยมีแผนการออมที่เหมาะสม รวมทั้งออมต่อหลังเกษียณ

“แนวโน้มปัจจุบันเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คือ สมาชิกออมช้าลง จากเดิมอายุเฉลี่ยการเริ่มเป็นสมาชิก กบข.อยู่ที่ 24 ปี แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 29 ปี ทำให้ระยะเวลาสะสมเงินสั้นลงไป 5-6 ปี ขณะที่มีสมาชิกออมเพิ่มเพียง 35% ในจำนวนนี้กว่า 47% ออมเพิ่มเพียง 1-3% และเพียง 8% ที่ออมเพิ่มเต็มจำนวนที่ 27% นอกจากนี้ สมาชิกยังไม่ค่อยออมต่อ โดยมีเพียง 8,153 คนเท่านั้นที่ออมต่อ จากสมาชิกทั้งหมด 1.29 ล้านคน ทำให้ข้าราชการบำนาญมีความเสี่ยง”

ในแง่การลงทุน “ดร.ศรพล” กล่าวว่า ปัจจุบัน กบข. มีสมาชิก 1.29 ล้านราย มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด 1.58 ล้านล้านบาท แต่แนวโน้มการลงทุนปัจจุบันแตกต่างไปจากเดิมที่การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตปลอดภัยขึ้น แต่ในช่วงวิกฤตประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนหุ้นและพันธบัตรไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ซึ่งในต่างประเทศกองทุนเริ่มเปลี่ยนจากการบริหารสินทรัพย์แบบ SAA (Strategic Asset Allocation) ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยยึดสัดส่วนที่กำหนดไว้ไปอีก 3-5 ปี แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่าง ๆ เปลี่ยนบ่อยจึงต้องหันไปบริหารสินทรัพย์รูปแบบอื่น เช่น TPA (Total Portfolio Approach) ที่มองพอร์ตเป็นองค์รวม ไม่ได้แยกเป็นประเภทสินทรัพย์ แต่บริหารโดยคำนึงถึงความเสี่ยง (Risk Factors) กระจายความเสี่ยงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

“ปัจจุบัน กบข. บริหารพอร์ตแบบ Hybrid TPA แล้วในบางส่วน สิ่งที่ผมได้คุยกับบอร์ด คือประเทศอื่น ๆ การวัดผล การ Sourcing คน การทำ Culture ของการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง มีการปรับอย่างไร ซึ่งผมจะเสนอว่า กบข.ควรจะเดินหน้าไปทางไหน ในช่วงสิ้นปีนี้” เลขาธิการ กบข.กล่าว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚