ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
ธนาคารพัฒนาเอเชีย เผยแพร่รายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ฉบับเดือน ก.ค. คาดการณ์ GDP ของไทย ทั้งปี 2569 อยู่ที่ 1.8% เท่าเดิมเมื่อเทียบกับรายงานเดือน เม.ย. มองเงินเฟ้อปรับเพิ่มเป็น 2.9% แม้ส่งออกแข็งแกร่ง แต่วิกฤตพลังงานโลกยังต้องจับตาต่อ
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) รายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook: ADO) ฉบับเดือนกรกฎาคม 2026 โดยประมาณการกำไรขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2026 อยู่ที่1.8% ในปี 2569 และ 2.0% ในปี 2570 ไว้เท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้ในฉบับเผยแพร่เดือนเมษายน
เอดีบี ระบุว่า แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงนโยบายภาครัฐที่มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนสูง
ขณะเดียวกัน เอดีบีปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อเป็น 2.9% ในปี 2569 และ 1.3% ในปี 2570 อันเนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นซึ่งส่งผ่านมายังราคาสินค้าและบริการในประเทศ อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะทยอยผ่อนคลายในปี 2570 เมื่อปัจจัยด้านต้นทุนเริ่มปรับลดลง
สำหรับภาพรวม เอดีบีปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 4.9% ลดลง 0.2% จากประมาณการที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนที่ 5.1% ขณะที่เมื่อปี 2568 การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 5.5%
สะท้อนถึงผลกระทบจากการหยุดชะงักของตลาดพลังงานโลกที่ยืดเยื้อ อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
สำหรับปี 2570 เอดีบียังคงประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ไว้ที่ 5.1% เท่ากับการประมาณการเมื่อเดือนเมษายน โดยคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวขึ้นเมื่อแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลง
โดยแม้จะมีการลงนามกรอบความตกลง สหรัฐ-อิหร่าน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกมีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากผลกระทบของความขัดแย้งนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงาน หากยังลุกลามไปสู่ราคาปุ๋ย สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ และห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มในการคงอยู่ต่อไป
เอดีบีจึงปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อของภูมิภาคในปี 2569 เป็น 4.3% จากในปี 2568 อยู่ที่ 3.0% หรือสูงกว่าประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 0.7% ขณะที่ประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปี 2570 ยังคงไว้ที่ 3.4%
นายอัลเบิร์ต พาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอดีบี กล่าวว่า การดำเนินการตามกรอบความตกลงอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิผลนั้น จะช่วยให้ตลาดพลังงานโลกกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ แต่จังหวะของการปรับตัวดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง และยังคงมีความเสี่ยงด้านลบที่เห็นได้ชัด
“แม้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังคงมีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้ดี แต่แรงกดดันที่ยืดเยื้อจากความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา” นายพาร์คกล่าว
ADO ฉบับนี้ยังเตือนอีกว่า การยกระดับของความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยอาจส่งผลให้ตลาดพลังงานตึงตัวมากขึ้น เพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยง (risk premium) และซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาคต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวมากขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและต้นทุนการกู้ยืมมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ขณะที่หลายประเทศคาดว่าจะเผชิญภาวะขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น อัตราภาษีที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่อยู่ในระดับสูงอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

