สภาพัฒน์ ชงนายกฯ ตั้งประธานบอร์ดนโยบาย Data Center เร่งถกวางเกณฑ์กำกับ รับ ‘น้ำ’ ปัญหาใหญ่สุด

สภาพัฒน์ ชงนายกฯ ตั้งประธานบอร์ดนโยบาย Data Center เร่งถกวางเกณฑ์กำกับ รับ ‘น้ำ’ ปัญหาใหญ่สุด
ภาพประกอบข่าว

สภาพัฒน์ ชี้อยู่ระหว่างเสนอนายกฯ ตั้งประธานบอร์ดนโยบาย Data Center แจงเสนอชื่อไปแล้ว เตรียมเดินหน้าประชุมวางเกณฑ์กำกับ ป้องกันแย่งชิงทรัพยากร “น้ำ-ไฟ” ยกบทเรียนกรณีศึกษาในต่างประเทศ ระบุการกำกับต้องครอบคลุมตั้งแต่การพิจารณาโครงการ-การก่อสร้าง ไปจนถึงการเปิดดำเนินงาน ยอมรับ “น้ำ” ปัญหาใหญ่สุด

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” กล่าวว่า สศช. ได้ศึกษาตัวอย่างในต่างประเทศถึงการรับมือกับการลงทุน Data Center ว่ามีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งในส่วนของไทยที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีการระงับการส่งเสริมการลงทุนไปแล้วระยะหนึ่ง

และมีการกำหนดเงื่อนไข โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าที่จะต้องมีการวางหลักประกันก่อนจะดำเนินการ ซึ่งหลังจากนี้ หลังจากเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้งประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ก็จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาวางหลักเกณฑ์ต่อไป

“จริง ๆ เรื่องนี้ คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งขึ้นมา ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ คงจะต้องเริ่มดำเนินการและคงต้องดูในแง่หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะมาใช้ในการกำกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งในเรื่องของการดูแลผลกระทบน้ำ ไฟฟ้าที่จะใช้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำและไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูง ฉะนั้นคงต้องมาดูมาตรการที่จะมากำกับ

ขณะเดียวกันตัวธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้มาขอที่คณะกรรมการส่งเสริมการรลงทุน (BOI) อย่างเดียว ถ้าเขาไม่ได้ขอส่งเสริมการลงทุน เขาก็สามารถไปขอใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่น ๆ ได้ เช่น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่สำคัญ ที่ต้องมาดูกัน คือมาตรการลดผลกระทบด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากร ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอื่นด้วย โดยเฉพาะในภาคครัวเรือน”

เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า จริง ๆ แล้วเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าที่ใช้การแก้ปัญหาไม่ได้ยากมาก แต่เรื่องน้ำจะเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะกระทบหลายส่วน โดยเฉพาะภาคครัวเรือน และอุตสาหกรรมอื่นที่มีความสำคัญและต้องใช้น้ำเหมือนกัน ดังนั้นต้องพิจารณาหลายแง่มุมเพื่อทำหลักเกณฑ์ขึ้นมา

“กำลังเร่งดำเนินการกันอยู่ ส่วนจะออกมาเมื่อไหร่ เดี๋ยวคงต้องเรียกประชุมกรรมการ ต้องคุยกับประธานกรรมการก่อน ซึ่งที่ผ่านมา เราก็คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ต้องดูเรื่องน้ำ คุยกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในแง่ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อมากำหนดไม่ให้ตัวดาต้าเซ็นเตอร์ไปกระทบส่วนรวมมากนัก แล้วก็มีวิธีการลดผลกระทบลงได้

ขณะเดียวกันอาจจะต้องดูลึกไปถึงขั้นว่าตัวโมเดลของเขาเป็นอย่างไร เพราะการทำดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องทำให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยด้วย ไม่ใช่เกิดเฉพาะช่วงก่อสร้าง หรือช่วงพัฒนาโครงการอย่างเดียว”

อย่างไรก็ดี เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ต้องยอมรับด้วยว่า ปัจจุบันธุรกิจนี้ยังไม่ได้ถูกนิยามอย่างชัดเจน ว่าเป็นอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจปกติ หรือเป็นอะไร ดังนั้นพื้นที่ดำเนินการจึงยังทำได้ในหลาย ๆ พื้นที่ เช่น บางรายก็ไปซื้อตึกเก่ามาทุบแล้วทำเป็น Data Center ก็มี อย่างกรณีแถวย่านพระรามเก้า เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องมาพิจารณากันว่าในช่วงถัดไป ถ้าจำเป็นต้องมีธุรกิจนี้จะพิจารณาอะไรบ้าง

“ขณะเดียวกัน พวกที่ทำไปแล้ว ควรจะต้องมีมาตรการมากำกับ ในแง่ของการใช้ทรัพยากร หรือผลกระทบอย่างไรด้วย ซึ่งก็อยู่ระหว่างดำเนินการ”

ขณะที่นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้บริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะปัจจัยดึงดูดการลงทุน

โดยในสหรัฐอเมริกา การขยายตัวของ Data Center สัมพันธ์กับการจ้างงาน ค่าจ้าง และจำนวนสถานประกอบการที่เพิ่มขึ้น 3.5%, 5% และ 4.7% ตามลำดับ ขณะที่อัตราการว่างงานลดลง และกรณีของ Loudoun County รัฐเวอร์จิเนีย สะท้อนว่า Data Center สามารถกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยพัฒนาชุมชนได้

“ในหลาย ๆ ประเทศก็เป็นโจทย์ที่เขาต้องรับมือ ทั้งด้านไฟฟ้า ด้านน้ำ ซึ่งค่อนข้างสูง อย่างในเนเธอแลนด์ ต้องใช้น้ำดิบในการหล่อเย็นระบบ ราว 84 ล้านลิตรต่อปี จากเดิมที่คาดจะใช้เพียง 12-20 ล้านลิตรต่อปี ขณะที่ไอร์แลนด์มีการใช้ไฟฟ้าประมาณ 21% ของทั้งประเทศ ในสหรัฐก็เคยมีการฟ้องร้องผู้ประกอบการ AI จากพวกมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเดินเครื่องปั่นไฟให้กับ Data Center”

นางสาววรวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบัน Data Center ของไทยอยู่ภายใต้การกำกับของหลายหน่วยงาน อาทิ ด้านการลงทุน ผังเมือง อาคาร พลังงาน และน้ำ แต่ยังไม่มีหน่วยงานหลักที่ดูแลโครงการในภาพรวมตั้งแต่เริ่มลงทุนจนถึงเปิดดำเนินการ ทำให้การติดตามการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของโครงการ ทำได้ไม่ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของ Data Center บางโครงการ สามารถขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า (Warehouse) ทั้งที่มีลักษณะการใช้งานและความต้องการใช้พลังงานแตกต่างจากคลังสินค้าทั่วไป

นอกจากนี้ ไทยยังไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะสำหรับ Data Center เช่น การเปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำ หรือการกำหนดเป้าหมายด้านประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เช่น PUE และ Water Usage Effectiveness (WUE)

แม้ภาครัฐจะเริ่มวางกลไกรองรับการลงทุน Data Center โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพิจารณาโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนแบบเบ็ดเสร็จใน 4 มิติ ได้แก่ (1) ประโยชน์ต่อประเทศ (2) ความเพียงพอของไฟฟ้า (3) ความเพียงพอของน้ำ และ (4) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งดำเนินโครงการ นำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น แต่รายละเอียดของหลักเกณฑ์ วิธีการประเมิน และกลไกการบังคับใช้ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา

ทั้งนี้ การขยายตัวของ Data Center เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ แต่การดึงดูดการลงทุนต้องมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมรองรับ ไทยจึงควรเตรียมความพร้อม ดังนี้

1.เร่งพัฒนาระบบกำกับดูแล Data Center ให้ครอบคลุมตั้งแต่การพิจารณาโครงการ การก่อสร้าง ไปจนถึงการเปิดดำเนินงาน โดยมีหน่วยงานหลักทำหน้าที่ประสานงานและติดตามโครงการ พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านที่ตั้ง ขนาดโครงการ และการใช้ไฟฟ้าและน้ำ สำหรับวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและบริหารจัดการทรัพยากร และนำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) มาใช้ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของ Data Center

อาทิ การใช้ประโยชน์ที่ดินและการควบคุมอาคาร มาตรฐานการใช้พลังงานและน้ำ การปล่อยความร้อนและเสียงรบกวน การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และการลดรอยเท้าคาร์บอน ตลอดจนกำหนดให้ผู้ประกอบการรายงานข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน

2.สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของ Data Center ภาครัฐควรกำหนดสัดส่วนการใช้สินค้า บริการ และแรงงานภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุน Data Center เชื่อมโยงกับธุรกิจไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์เครือข่าย และซอฟต์แวร์

พร้อมทั้งสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ให้บริการ Data Center และยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับสากล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น Data Analytics การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และการบริหารจัดการ Data Center เพื่อรองรับการจ้างงานที่มีทักษะสูง

3.เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ เนื่องจาก Data Center ใช้ไฟ น้ำ และที่ดินในปริมาณมาก จึงควรให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการวางแผนและพิจารณาโครงการ โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อพื้นที่ พร้อมกำหนดกลไกติดตามผลกระทบและมาตรการเยียวยา เพื่อให้การพัฒนาโครงการสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

และ 4.ส่งเสริมการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะยาว ภาครัฐควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ Data Center เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมาใช้

เช่น ระบบระบายความร้อนแบบ Immersive Cooling และการนำน้ำจากระบบหล่อเย็นกลับมาใช้ในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำคุณภาพสูง รวมทั้งกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานและน้ำที่ชัดเจน เเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง และรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม โดยไม่เพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรของประเทศ

    สถิติการรีวิวล่าสุด

    คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚