เหนือกว่าพลัง AI คือ พลังที่ซ่อนไว้ ของผู้ประกอบการ

เหนือกว่าพลัง AI คือ พลังที่ซ่อนไว้ ของผู้ประกอบการ
ภาพประกอบข่าว
คอลัมน์ :  Smart SMEs 
ผู้เขียน : กรุงศรี SMEs

ดิฉันเชื่อว่าปัจจุบันผู้ประกอบการหลายท่านเริ่มนำ AI มาช่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการสรุปเอกสาร ร่างข้อความ หรือจัดข้อมูลก่อนประชุม งานบางอย่างที่เคยใช้เวลานานจึงอาจเสร็จเร็วขึ้น แต่ดิฉันไม่ได้มาชวนคิดว่า เราจะใช้พลังของ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้นอีกอย่างไร แต่อยากชวนคิดถึงเวลาที่เหลือจากงานเหล่านั้นว่า เราจะนำมันกลับไปให้กับเรื่องใดที่สำคัญ แต่ถูกเลื่อนออกไปเพราะเราไม่ค่อยมีเวลากันดีกว่า

คำถามก็คือ ในฐานะเจ้าของกิจการ เมื่อ AI คืนเวลาเหล่านั้นกลับมาให้ เราควรเอาเวลานี้ไปทำอะไรดี ลองนึกภาพว่า ปัญหาคลาสสิกของคนทำธุรกิจส่วนใหญ่คือการหัวหมุนอยู่กับงานรายวันจนแทบไม่มีเวลาเงยหน้าขึ้นมามองภาพรวม จะดีกว่าไหมถ้าเราใช้จังหวะนี้เปลี่ยนจากการก้มหน้าก้มตาทำงาน “ใน” ธุรกิจ มาเป็นการทำงาน “เพื่อพัฒนา” ธุรกิจ (Work ON the Business, Not IN the Business) พอ AI ช่วยรับจบงานจุกจิกไปได้

นี่แหละค่ะคือเวลาทองที่เราจะได้ปลุก “พลังวิสัยทัศน์” กลับมาสวมบทบาทกัปตันเรืออย่างเต็มตัว ได้นั่งนิ่ง ๆ เพื่อวิเคราะห์ทิศทางตลาด มองหากลยุทธ์สำหรับ 1-3 ปีข้างหน้าแทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ และที่สำคัญคือการมีสมาธิมากพอที่จะมองเห็นรอยรั่วที่ทำให้ต้นทุนเราบานปลายและจัดการอุดมันเสีย

อีกมุมหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้เลย คือเรื่องของ “คน” และความสัมพันธ์ แม้ว่า AI จะร่างอีเมล์หรือเขียนคอนเทนต์ได้สละสลวยแค่ไหน แต่มันก็ไม่มี “พลังแห่งความผูกพันและความไว้วางใจ” ได้เท่ากับแววตา การกระทำและน้ำเสียงของเรา เวลาที่ได้คืนมานี้จึงคุ้มค่ามากที่จะนำไปใช้สร้างความสัมพันธ์เชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบปะลูกค้าระดับ VIP เพื่อฟังฟีดแบ็กจากใจจริง การออกไปทำความรู้จักพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ รวมถึงการหันกลับมาดูแลทีมงานของเราเอง การมีเวลาได้พูดคุย เข้าใจ และดึงศักยภาพคนเก่ง ๆ ในองค์กรออกมา คือรากฐานของธุรกิจที่ยั่งยืนที่สุด

นอกจากนี้ การสร้างนวัตกรรมคือสิ่งที่ธุรกิจต้องโฟกัส AI อาจจะเก่งเรื่องการประมวลผลข้อมูล แต่มนุษย์คือคนที่มี “พลังความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ” ในการวาดอนาคต เราสามารถเอาเวลาที่เหลือไปใช้ตั้งคำถามใหม่ ๆ เพื่อหาทางหนีคู่แข่ง เช่น สินค้าของเราจะแก้ Pain Point ที่ซับซ้อนขึ้นของลูกค้าได้อย่างไร เราจะทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อเจาะตลาดที่ยังไม่มีใครทำได้ไหม หรือมีเทรนด์ไหนบ้างที่เราควรหยิบมาประยุกต์ใช้เป็นเจ้าแรก ๆ

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญมากในกาต่อยอดอนาคต คือเรื่องของ “ความยั่งยืน” (ESG) ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแส แต่กลายเป็นกติกาใหม่ของโลกธุรกิจไปแล้ว โดยเรื่องนี้ต้องเริ่มต้นที่ ‘เจ้าของกิจการ’ เป็นคนแรก

เพราะธุรกิจ SMEs คงไม่สามารถจ้างพนักงานมาดูแลเรื่อง ESG โดยเฉพาะได้ ประกอบกับเป็นเรื่องใหม่ที่ยังหาคนมีประสบการณ์ตรงยาก ยิ่งไปกว่านั้นยังเกี่ยวเนื่องกับข้อต่อหลายจุดในองค์กร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการต้นทุน ไปจนถึงการตลาด จึงไม่ใช่สิ่งที่ให้แผนกใดแผนกหนึ่งดูแลได้ หน้าที่นี้จึงต้องตกอยู่ที่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องใช้ “พลังแห่งความเป็นผู้นำ” รับบทผู้ริเริ่ม นำเวลาที่ AI คืนให้มาใช้ศึกษาทำความเข้าใจและเป็นหัวหอกร้อยเรียงทุกฝ่ายให้เดินหน้าเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนด้วยตัวเอง

และเรื่องสุดท้ายที่เจ้าของธุรกิจมักเลื่อนออกไปก่อนเสมอ ก็คือการลงทุนในตัวเอง อย่าลืมนะคะว่าถ้าเราโหมงานจนหมดไฟ กิจการก็คงไปต่อลำบาก เวลาที่ AI คืนให้ไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องเอาไปอัดตารางงานให้แน่นเหมือนเดิม เราอาจจะใช้เวลานี้ไปอัพสกิลใหม่ ๆ เรียนรู้จิตวิทยาการบริหารคน หรือแม้แต่การพาตัวเองไปออกกำลังกาย ใช้เวลากับครอบครัว หรือแค่ได้นั่งพักผ่อนอยู่เฉย ๆ เพื่อเติม “พลังกายและพลังใจ” ให้สมองได้มีพื้นที่โล่ง ๆ สำหรับตกตะกอนไอเดียใหม่ ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว AI ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เราทำงานหนักขึ้นในจำนวนชั่วโมงเท่าเดิม แต่มันถูกสร้างมาเพื่อเป็น “กุญแจปลดล็อก” ข้อจำกัดเรื่องเวลา และ “ปลดปล่อย” เราจากงานเดิม ๆ เพื่อให้เราขยับไปทำสิ่งที่มีมูลค่าสูงกว่า เพราะในสมรภูมิธุรกิจยุคใหม่ สิ่งที่จะชี้วัดความสำเร็จอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ใครใช้เครื่องมือเก่งกว่ากัน แต่มันคือการนำเวลาที่ได้คืนมาไปปลุก “พลังที่ซ่อนไว้” ในตัวผู้ประกอบการได้มากน้อยแค่ไหนนั่นเองค่ะ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚