ธปท. ไม่วางใจ NPL แบงก์ Q2 ทรงตัว เตรียมมาตรการ “ปรับค่างวดเชิงลึก” พร้อมดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง
ธปท. เผยหนี้เสียในระบบแบงก์ไตรมาส 2 ปี 2569 ทรงตัว รับยังไม่น่าวางใจ เหตุสัดส่วนเอ็นพีแอลที่ลดลงมาจากแบงก์เร่งตัดขายหนี้ ขณะที่หนี้กลุ่มเปราะบางยังไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น แถมสงครามยังไม่แน่นอน ยันพร้อมงัดมาตรการชั่วคราว “ปรับค่างวดเชิงลึก” ไว้รับมือ
ในการแถลง “สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ปี 2569” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด ชี้ว่า ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3 ) ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ค่อนข้างทรงตัว อยู่ที่ 5.348 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.82% ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 2.85%
นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธปท. อธิบายว่า การที่สัดส่วน NPL รวมไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ค่อนข้างทรงตัว มาจากการที่ธนาคารพาณิชย์เร่งบริหารจัดการคุณภาพหนี้เป็นสำคัญ โดยมีการขายหนี้เสียออกไป ซึ่งหนี้ที่เร่งขายออกไปมากก็คือ หนี้เสียของสินเชื่อเอสเอ็มอี และ สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ขายออกไปค่อนข้างเยอะ โดยสัดส่วนลดลงมาที่ 2.65% จากเดิม 2.68%
ขณะที่ NPL สินเชื่อรายย่อยหรือสินเชื่ออุปโภคบริโภค ยังทรงตัว ภาพรวมอยู่ที่ 3.19% โดยตัวที่เพิ่ม ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 2.81% และสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มจาก 2.02% มาอยู่ที่ 2.05% จากสถานการณ์ด้านรายได้ที่ภาคครัวเรือนเผชิญอยู่ ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงมาที่ 3.73% จากเดิมที่ 3.79%
“การที่ NPL Ratio ปรับลดลงไตรมาสต่อไตรมาส เป็นผลมาจากการขายหนี้ หรือ การ Write off ออกไปจากพอร์ต ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ก็ยังมีมาต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ซึ่งก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ช่วยประคับประคองไม่ให้การไหลเป็น NPL เร่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ถามว่า NPL ที่ปรับลดลงเล็กน้อย เราสบายใจกับมันได้หรือไม่ ก็ต้องมาดู ตัวการไหลมันเร่งขึ้นหรือเปล่า โดยดูจากการจัดชั้นหนี้ใน Stage 2 ที่เป็นหนี้ค้างชำระก่อนจะเป็น NPL ซึ่งพบว่าในไตรมาส 2 ก็ดูเหมือนการไหลเป็น NPL ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่คุณภาพหนี้จะต้องเสื่อมลงบ้างจากแรงกดดันจากสถานการณ์ภายนอก”
นายสุโชติ กล่าวว่า การไหลเป็น NPL ที่ดูเพิ่มขึ้นนั้นมาจาก Re-entry หรือ สินเชื่อที่เคยเป็น NPL มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วกลับมาเป็น NPL อีกครั้ง สะท้อนกว่าลูกหนี้ที่มีความเปราะบางอยู่เดิม พอเจอช็อก ทำให้มีปัญหา ซึ่งจะต้องติดตามแนวโน้มพัฒนาการของการไหลของหนี้เหล่านี้อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ธปท. ก็มีมาตรการในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามให้กับลูกหนี้ ทั้ง SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิต สำหรับสินเชื่อใหม่ โดยมีสินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 5.6 หมื่นล้านบาท หรือราว 70% ของเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่โครงการ SMEs Secure+ แบงก์ได้จัดทำ product program แล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ การขยายระยะเวลามาตรการ Asset warehousing และ LTV รวมถึงที่ผ่านมาได้ออกแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราตคาพลังงานผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (pre-emptive) ไป
“สถานการณ์ที่อาจจะยังไว้วางใจไม่ได้มากนัก เพราะสงครามยังไม่แน่นอน ธปท. ก็ได้เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้ล่วงหน้า หากสถานการณ์ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น อาทิ ปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อสนับสนุนให้แบงก์ปรับลดค่างวดที่ลึกมากพอ เป็นการชั่วคราว”

