CIMB ปรับเพิ่มจีดีพีปี’69 โต 2.1% จับตา ‘ภาษีทรัมป์’ ป่วนการค้า-FDI สะดุด

CIMB ปรับเพิ่มจีดีพีปี’69 โต 2.1% จับตา ‘ภาษีทรัมป์’ ป่วนการค้า-FDI สะดุด
ภาพประกอบข่าว

ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการจีดีพีปี’69 ขยายตัว 2.1% จาก 1.6% รับตัวเลข Q4/68 โตเกินคาด ย้ำตัวเลขครึ่งปีแรกโตแผ่วเหลือ 0.1% QoQ ก่อนผงกหัวขึ้นครึ่งหลังของปี หลังจัดตั้งรัฐบาล-เร่งเบิกงบประมาณ-ลงทุน จับตา “ภาษีทรัมป์” สร้างความไม่แน่นอน กระทบ “ส่งออก-FDI-ค่าเงิน-สินค้าทะลัก“ คาดกนง.คงดอกเบี้ย 1.25% ตลอดทั้งปี

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารปรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2569 ขยายตัว 2.1% จากคาดการณ์เดิมอยู่ที่ 1.6% ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัวเกินคาด เนื่องจากรัฐบาลเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายครัวเรือน และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้เศรษฐกิจ Pick Up ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มองว่าแนวโน้มการเติบโตอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังอยู่ในโหมด Wait & See หรือ “รอดูสถานการณ์” จากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของรัฐบาล

ดังนั้น หากดูการเติบโตรายไตรมาสจะเห็นว่าในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตเฉลี่ย 0.1% แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เศรษฐกิจจะเริ่มทะยานขึ้น เพราะมีการฟอร์มทีมรัฐบาล มีการเร่งออกมาตรการทางการเงิน ส่งผลให้ในช่วงครึ่งหลังจีดีพีจะขยายตัวในระดับ 0.5% และจีดีพีทั้งปี 2569 ขยายตัวได้ 2.1%

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus จะเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจเติบโตได้ เนื่องจากมีมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องค่าครองชีพ และมาตรการระยะกลางดูแลเอสเอ็มอี และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจีดีพีขยายตัว 2.5% ได้ แต่จะต้องทำมากกว่านี้หากต้องการเติบโตในระดับ 3% เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย และการลงทุน ส่งเสริมทักษะแรงงาน ลดกฎระเบียบ ลดคอร์รัปชั่น เป็นต้น

“ภายใน 2-3 ปี หากต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ถึง 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพราะหากเราไม่ทำอะไรเลย แม้จะเติบโตได้ 2.5% ในปี 70 แต่ก็สามารถหล่นลงมาได้เช่นกัน”

ดร.อมรเทพ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการเงิน มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ตลอดทั้งปี เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6-12 เดือน เพราะหากเมื่อถึงเวลานั้น คาดว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว

ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทประเมินว่ายังอยู่ในทิศทางอ่อนค่า โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2569 อยู่ที่ราว 32.80 บาทต่อดอลลาร์ มาจาก 1.ความไม่แน่นอนตลาดโลกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า 2.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้เร่งลดดอกเบี้ย คาดปีนี้ลดอีก 2 ครั้ง ในเดือน มิ.ย. และ ก.ย. จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.25% ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ไม่ได้อ่อนค่าเสมอไป และ 3.ปัจจัยในประเทศที่มีเรื่องของทองคำและเงินทุน แต่หลังจากกระทรวงคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลจะปรับสมดุลมากขึ้น

ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการค้าหลังคำวินิจฉัยศาลฎีกาของสหรัฐ มองว่ ทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอน โดยมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐจะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย

โดยประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี โดยคาดว่าปีนี้ภาคการส่งออกจะหดตัว -2.2% จากปีก่อนขยายตัว 12.8% 2.การลงทุนจาก FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน และ 3.ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก

นอกจากนี้ สิ่งที่กังวล คือ มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ดังนั้น ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

“คำวินิจฉัยศาลฎีกาของสหรัฐ เรื่องภาษีการค้าอาจจะส่งผลดีต่อไทยในระยะสั้นๆ แต่ยังมีอีกหลายมาตรการที่ทรัมป์สามารถทำได้ โดยเฉพาะมาตรการ 301 ที่สามรรถเจรจาภาษีเป็นรายประเทศเหมือนที่ทำกับจีน และที่สำคัญทรัมป์มีอำนาจสามารถผลักดันเป็นมาตรการถาวรได้ แม้ว่าจะคุย 19% แต่ยังมีเรื่องของ Transshipment ที่ยังติ่งติดไว้อยู่

ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ ไทยและรัฐบาลจะต้องไม่หยุดการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพราะยังประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป และในขณะเดียวกันก็จะต้องเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อลดกระทบในอนาคต”

นางสาวนงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยกล่าวว่า แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่

อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของ ธปท.

ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570

“ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚