ดันติดโซลาร์เซลล์ 9 หมื่นบ้าน สศช.ชี้มาตรการจูงใจ-แค่ลดภาษีไม่พอ

ดันติดโซลาร์เซลล์ 9 หมื่นบ้าน  สศช.ชี้มาตรการจูงใจ-แค่ลดภาษีไม่พอ
ภาพประกอบข่าว

สศช.ชี้รัฐบาลตั้งเป้าหมาย 9 หมื่นครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ ภายในปี’71 ปัจจุบันยังติดตั้งไปแค่ 2 หมื่นครัวเรือน มองแค่ลดหย่อนภาษีไม่เพียงพอ อ้างอิงผลสำรวจ “SCB EIC” ประชาชนต้องการมาตรการสนับสนุนครอบคลุม ทั้งลดต้นทุน-เข้าถึงระบบ-ผลตอบแทนหลังติดตั้ง รวมถึงต้องแก้กฎหมายปรับกระบวนการให้เอื้อ-แพ็กเกจการเงินที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย ดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อำนวยความสะดวกติดตั้งทั้งกระบวนการ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือนให้ได้ 90,000 ครัวเรือน ภายในปี 2571 ซึ่งที่ผ่านมามีมาตรการลดหย่อนภาษีมาเป็นตัวกระตุ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมีครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว 20,282 ครัวเรือน โดยภาครัฐอยู่ระหว่างการผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ…. ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของครัวเรือนมากขึ้น

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์เซลล์สูง อยู่ที่ 1.2-4 แสนบาท ซึ่งผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า ผู้บริโภคกว่า 80% สนใจติดตั้ง แต่กังวลด้านต้นทุน และมากกว่า 50% ของผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องใช้เงินส่วนตัวจ่าย ขณะที่มาตรการลดหย่อนภาษีไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการมากที่สุด แต่ประชาชนต้องการมาตรการสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งการลดต้นทุน การเข้าถึงระบบและผลตอบแทนหลังการติดตั้ง โดยต้องมีแพ็กเกจทางด้านการเงิน เพื่อสร้างแรงจูงใจการติดตั้งด้วย ซึ่งแพ็กเกจทางด้านการเงินต้องมีเทอมชำระที่อาจจะต้องยาวขึ้น

ตัวอย่างในต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี ที่ขยายการใช้โซลาร์เซลล์ผ่านโซลาร์ระเบียง และเอื้อให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ด้วยชุดพื้นฐาน ราคาเริ่มต้น 300-500 ยูโร คืนทุนเฉลี่ย 3 ปี อายุการใช้งานราว 20 ปี ขณะที่สหราชอาณาจักรเน้นสร้างแรงจูงใจด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มีการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการติดตั้งในที่อยู่อาศัย ครัวเรือนสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบได้ และมีการสนับสนุนค่าติดตั้งสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย

“มาตรการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ก็จะมีทั้งการปรับปรุงกฎหมาย เทอมการเข้าถึงแหล่งทุนที่เหมาะสม และในบางประเทศยังมีการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ดังนั้นประเทศไทยก็ไปในทิศทางเดียวกัน ขณะนี้ธนาคารของรัฐก็มีการจัดแพ็กเกจทางด้านการเงินสำหรับผู้ที่สนใจจะติดตั้ง ซึ่งทำให้เข้าถึงได้ง่าย และมีเทอมที่เหมาะสม รวมถึงอัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่ 2.20 บาทต่อหน่วย”

ทั้งนี้ หากจำแนกกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนไทย จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรก หรือมีค่าไฟฟ้าไม่เกิน 600 บาทต่อเดือน มีประมาณ 15.4 ล้านครัวเรือน ซึ่งกลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าระดับพื้นฐาน เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อค่าไฟฟ้าสูง โดยมีความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของโซลาร์เซลล์ แต่ขาดเงินลงทุนติดตั้ง รวมถึงที่อยู่อาศัยไม่เอื้อต่อการติดตั้ง อาทิ ไม่มีกรรมสิทธิ์ชัดเจน หรือโครงสร้างอาคารไม่แข็งแรง

2.กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย หรือมีค่าไฟอยู่ที่ 603.95-1,390 บาทต่อเดือน มีประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน กลุ่มนี้มีศักยภาพในการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่อาจจะยังถูกจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และระยะเวลาคืนทุนที่นานถึง 5-10 ปี และข้อจำกัดด้านที่อยู่อาศัย อาทิ พื้นที่ติดตั้งจำกัด

และ 3.กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 400 หน่วย หรือมีค่าไฟตั้งแต่ 1,395 บาทต่อเดือนขึ้นไป มีประมาณ 3.2 ล้านครัวเรือน ซึ่งกลุ่มนี้จะใช้ไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายเป็นหลัก และเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดภาระค่าไฟระยะยาวได้สูงกว่ากลุ่มอื่น

“ในการจะทำเรื่องนี้คงต้องดูหลายเรื่อง นอกเหนือจากการปรับปรุงระบบสายส่งให้เป็น Smart Grid เพื่อที่จะรับส่งไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วคงต้องดูในแง่กระบวนการด้วย ทั้งการขออนุญาต การติดตั้ง เอกสารที่ใช้จำนวนมาก ระยะเวลาเริ่มต้นที่ 45-90 วัน  คงต้องลดระยะเวลาลง และทำให้ง่าย รวดเร็วมากขึ้น เพื่อลดข้อจำกัด ซึ่งขณะนี้ก็มีการปรับกระบวนการเหล่านี้ไประดับหนึ่ง และอีกส่วนเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่ยังสูง อยู่ที่ 1.2-4 แสนบาท แต่อันนี้ก็ขึ้นกับขนาดและอุปกรณ์ที่ต้องการใช้”

สำหรับมาตรการระยะต่อไป สิ่งที่จะต้องดำเนินการ คือ 1.ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และเป็นฐานพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ในระยะต่อไป 2.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และพัฒนาเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานครัวเรือน และ 3.ปรับปรุงกฎระเบียบให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความแตกต่างของประเภทที่อยู่อาศัย หรือโครงสร้างอาคาร

เลขาธิการ สศช.กล่าวด้วยว่า หากสามารถดึงอุตสาหกรรมผลิตโซลาร์เซลล์เข้ามาผลิตในประเทศได้ จะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศในอนาคตต่อไป

“ถ้าเราสามารถขยายสเกลการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายในประเทศได้มากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสในการมาตั้งโรงงานผลิตเซลล์ในประเทศ นอกเหนือจากการประกอบแผงที่มีอยู่แล้ว โดยการผลิตเซลล์หากมีสเกลที่ใหญ่ขึ้นก็จะสามารถดึงอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย ก็จะเป็นอุตสาหกรรมใหม่สำหรับประเทศได้ด้วย”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚