ทรัมป์เยือนถ้ำมังกร : ชี้ชะตาหุ้นครึ่งปีหลัง
ผู้ขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO ของ Jitta Wealth
สถานการณ์โลกที่ร้อนแรงกว่า “ตลาดหุ้น” ในตอนนี้ต้องยกให้กับผู้นำสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” เดินทางเข้าถ้ำพญามังกร “สีจิ้นผิง” ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน วันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของโลก
พิธีการประชุมสุดยอดสองผู้นำมหาอำนาจ หรือ “Trump-Xi Summit “ เปิดฉากขึ้นอย่างสมเกียรติ ในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั่งโลกโฟกัสภาพหน้าฉากของการจับมือระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจโลก “สี จิ้นผิง-ทรัมป์“ ในบรรยากาศไฟสงครามเย็น
ผู้นำจีน “สี จิ้นผิง“ กล่าวเปิดประชุมว่า หวังให้ปี 2026 เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ ‘จีน-สหรัฐ’ และย้ำว่า ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีน สหรัฐ สำคัญยิ่งกว่าความแตกต่างระหว่างเรา เมื่อเราร่วมมือกันทั้งสองฝ่ายก็ได้ประโยชน์ แต่หากเราเผชิญหน้ากันสองฝ่ายต่างได้รับผลกระทบ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐที่มั่นคงเป็นผลดีต่อทั้งโลก เราควรเป็นพันธมิตรมิใช่ศัตรู เพื่อความสำเร็จและมั่งคั่งร่วมกัน ปูทางสู่สองมหาอำนาจที่อยู่ร่วมกันในยุคสมัยใหม่
เสียงมิตรไมตรีจากประธานาธิบดี “ทรัมป์” ก็ได้ให้ความเคารพต่อสี จิ้นผิง และจีนอย่างมาก ยกย่องผู้นำจีนว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่…ตัวแทนของสหรัฐจะร่วมหารือเรื่องการค้าต่างตอบแทนระหว่างสองประเทศ
แต่สิ่งที่โลกให้ความสำคัญติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ผลการหารือในวาระสำคัญ ๆ ระหว่างคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่ายตลอดทั้งสองวัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่มีความละเอียดอ่อนทั้งซับซ้อนและทับซ้อนเชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทางทหารและความมั่นคงของประเทศ ทุกปมร้อนที่หารือเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่ได้ผ่านไฟสงครามการค้ามาตลอดปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า เทคโนโลยี ปัญหาไต้หวัน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
แม้ ’ซัมมิต ทรัมป์-สี‘ จะปิดฉาก ภายใต้ข้อเสนอกรอบความสัมพันธ์ใหม่ที่เรียกว่า “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) แต่นี่เป็นเพียงการส่งสัญญาณว่าจะเริ่มต้นวางกรอบเจรจากันก่อน แต่ระหว่างทางจากนี้ไป จะต้องเจาะลึกทุกประเด็นไส้ในอย่างละเอียด ซึ่งจะเป็นแรงกระเพื่อมต่อโลกในระยะข้างหน้าครับ
ขณะที่บรรยากาศตลาดหุ้นโลกในเดือนพฤษภาคม กลับเกิดปรากฎการณ์ “Buy in May” ขึ้น จากปกติทุกปีมักเกิด “Sell in May” แนวโน้มตลาดหุ้นจากนี้จะเป็นอย่างไร หากการประชุมสุดยอดสองผู้นำโลก กำลังจะสร้างระเบียบโลกใหม่ จะเกิดบิ๊กเซอร์ไพร์ซขึ้นหรือไม่ ธุรกิจใดจะได้ หรือเสียประโยชน์ และจะวางแผนลงทุนให้เติบโตไปกับโลกยุคใหม่ของสองผู้นำโลกได้อย่างไร เรามาดูกันครับ
ลุ้นข่าวดี “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” หาจุดยืนร่วมกันบนดีลเศรษฐกิจ-AI
สองพยัคฆ์ใหญ่ “โดนัลด์ ทรัมป์-สี จิ้นผิง“ กลับมาพบหน้ากันครั้งแรกในรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่ช่วงการเจรจาข้อตกลงภาษีนำเข้า (Reciprocal Tariffs) ที่เกาหลีใต้เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่เป็นการเดินทางมาประเทศจีนอย่างเป็นทางการในรอบเกือบ 10 ปีนับจากปี 2017 และการเยือนจีนรอบนี้ของทรัมป์ ได้นำทัพผู้บริหารระดับสูง หรือ CEO รวม ๆ 20 บริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐ ทั้งจากกลุ่มเทคโนโลยี อวกาศ และเกษตรกรรม เข้าร่วมคณะเดินทางด้วยอาทิ Elon Musk, Tim Cook รวมถึงผู้บริหารจาก Meta, Nvidia, BlackRock, Citigroup, Goldman Sachs และ Boeing เป็นต้น
“ทรัมป์” ประกาศชัดเจนก่อนวันที่ออกเดินทางไปจีนว่า วาระหลักที่ต้องการผลักดันคือเรื่อง “การค้า” และการจัดตั้งสภาการค้าใหม่ (Board of Trade) เพื่อจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ที่ผลักดันให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากอเมริกา โดยเฉพาะเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงาน
ทั้งนี้ Board of Trade จะเป็นเวทีร่วมกำหนดว่าสหรัฐควรส่งออกหรือรับเข้าสินค้าประเภทใดจากจีนในอนาคต โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ในขณะที่จีนเองก็ต้องการเรียกร้องให้สหรัฐผ่อนปรนมาตรการจำกัดการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูง
ฉะนั้น การพบกันของสองผู้นำมหาอำนาจในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ยังอาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้ด้วย
“บิ๊กเซอร์ไพรซส์” ที่ตลาดกำลังอยากได้นั่นก็คือ “ดีลเศรษฐกิจและ AI” ครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐและจีน
นักวิเคราะห์ ประเมินว่า หากทั้งสองประเทศเริ่มหาจุดร่วมด้าน AI, เซมิคอนดักเตอร์และ Supply Chain ได้จริง อาจกลายเป็นปัจจัยบวกครั้งใหญ่ต่อตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่กำลังร้อนแรงอยู่แล้วในตอนนี้ ซึ่งหากสามารถหาจุดร่วมได้จริง จะเป็นข่าวดีของโลก
อย่างไรก็ตามในเกมเจรจาหาข้อตกลงทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ส่วนใหญ่มองว่า “จีนถือไพ่เหนือกว่า” โดยเฉพาะเรื่องแร่หายาก (Rare Earths) ที่มีในมือ และควบคุมการส่งออก ขณะที่สหรัฐมีความต้องการสูงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและผลิตอาวุธ ซึ่งจะทำให้จีนมีอำนาจต่อรองได้มากกว่า
ส่วนประเด็นสงครามภาษีที่อยู่ระหว่างการพักรบ 1 ปีของทั้งสองฝ่าย แม้ระหว่างทางจะมีประเด็นร้อนปะทุ แต่จีนก็พร้อมงัดมาตรการตอบโต้ทางการค้าทันทีหากการเจรจาออกมาเชิงลบ
กรณีล่าสุด จีนได้ออกกฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตร (Blocking Order) เพื่อตอบโต้สหรัฐ หลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทปิโตรเคมีจีนที่ขนส่งน้ำมันจากอิหร่านหรือโรงกลั่นน้ำมันจีน 5 บริษัท โดยกฎหมาย Blocking Order จะคุ้มครองบริษัทในประเทศ หากบริษัทเหล่านั้นถูกสถาบันการเงินอายัดทรัพย์สินตามคำสั่งสหรัฐฯ จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายจีนทันที อีกทั้งยังจำกัดการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจีนของบริษัทข้ามชาติในจีนอีกด้วย
จีนประกาศ “สงครามเย็น” ในวันที่ “ทรัมป์” เดินทางมาเยือนจีนสร้างบรรยากาศความตึงเครียดสูงในการประชุมสุดยอดรอบนี้ ทำให้โลกวิตกกังวลประเด็น “ข้อตกลงพักรบ” อาจเปราะบางกว่าที่คาด
สิ่งที่ทำให้จีนกล้าเดินเกมรุกในการเจรจารอบนี้ เนื่องจากจีนได้มีการปรับตัวเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง เน้นการพึ่งพาตนเอง แม้แต่ภาคการผลิตของจีน ก็กำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและหาตลาดใหม่กระจายทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐ (Decoupling) รวมไปถึงขยายความร่วมมือทางการค้ากับกลุ่มประเทศอื่นมากขึ้น เพื่อเป็นเกราะป้องกันหากความสัมพันธ์กับสหรัฐย่ำแย่ลง พร้อมทั้งการเปิดใช้ระบบชำระเงินของตนเอง รวมถึงใช้ “หยวนดิจิทัล” ในการค้าระหว่างประเทศ โดยมีอิหร่านเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้ทำการค้ากับจีนอยู่ในเวลานี้
การพบกันของ “ทรัมป์-สีจิ้นผิง“ ครั้งนี้ ยังสร้างผลกระทบต่อการค้าโลก เศรษฐกิจ การลงทุนโดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี AI เซมิคอนดัคเตอร์ supply chain น้ำมัน ค่าเงินและอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯ (bond yield)
ตลาดคาดหวังแค่ สองพยัคฆ์ ‘ไม่แตกหัก” หุ้นพร้อมวิ่งต่อ
บรรยากาศการลงทุนในช่วงนี้ ตลาดกำลังคาดหวังผลจากการพบกันของสองผู้นำโลกในครั้งนี้ จะช่วยลดความตึงเครียดลง โดยฝั่งสหรัฐจะไม่เพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้า (Recieprocal tariffs) รอบใหม่ และมีการผ่อนคลายข้อจำกัดด้าน ชิป /AI บางส่วน รวมทั้งเห็นความร่วมมือกันเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
ผมมองว่า หากผลการพบปะของสองผู้นำโลกออกมา “ดี” แนวโน้มการลงทุนในระยะสั้นจะตอบสนองเชิงบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐจะได้รับประโยชน์มากสุด โดยเฉพาะกลุ่ม AI เซมิคอนดัคเตอร์ เช่น NVIDIA, AMD รวมถึง Microsoft เพราะตลาดกำลังกังวลเรื่องการควบคุมการส่งออกชิป เพื่อแบน supply chain ของจีน หากความสัมพันธ์ของสองประเทศใหญ่ของโลกดีขึ้น จะเห็นหุ้นเทคฯ มีโอกาสปรับขึ้นต่อได้อีก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเข้าสู่ Super AI Cycle และยังมีปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกที่ออกมาแข็งแกร่ง
ดัชนี Nasdaq 100 ยังทำ All Time High โดยที่ Valuation ยังอยู่ที่ 24.3 เท่า ใกล้ค่าเฉลี่ย 10 ปี เพราะหุ้น Big Tech หลายตัวถูกปรับประมาณการณ์กำไรเพิ่มขึ้นทั้งในปี 2026 และปี 2027
หุ้นสหรัฐถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานจากการเติบโตของผลประกอบการ มากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐและกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจที่ยังไม่ถูกทำลายจากผลกระทบจากสงคราม
ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกง
ช่วงนี้ถือเป็นตลาดที่ “เด้งแรงกว่า” สหรัฐในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทค ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพราะ valuation จีนยังถูก และนักลงทุนต่างชาติถือลงทุนยังไม่มาก หาก sentiment ดีขึ้น เงินสามารถไหลกลับได้เร็ว
ทั้งนี้ ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ตลาดหุ้นจีนขานรับข่าวเชิงบวก (Tactical Relief Rally) ล่วงหน้าก่อนการประชุมสุดยอดครั้งนี้จะเริ่มต้น ดัชนีดีดตัวขึ้นในช่วงสั้น (11-12 พ.ค.) ทั้ง Shanghai Composite และ CSI 300 ปิดบวกกว่า 1% หลังมีข่าวสหรัฐยืนยันการเยือนจีน
กลุ่มเทคโนโลยีและชิป เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ในจีนพุ่งแรง โดยมีแรงหนุนจากความหวังว่า อาจมีการผ่อนคลายการควบคุมการส่งออก หรือการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนทรัพยากร (เช่น แร่หายากแลกกับเครื่องจักรผลิตชิป) และเป็นฤดูประกาศผลประกอบการของบริษัทในจีนด้วย นำโดย Alibaba, Tencent, JD.com ที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษ
ค่าเงินหยวนก็แข็งค่า โดยเฉพาะเงินหยวนในตลาดต่างประเทศ (Offshore) แข็งค่าสูงสุดในรอบ 3 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นว่าผลการเจรจาอาจออกมาเชิงบวก
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs มองว่า หุ้นจีนปรับตัวขึ้นในระยะสั้น ตลาดยังคงระมัดระวัง และพร้อมจะผันผวนตาม “ข่าว” ที่จะออกมาจากการเจรจาในช่วงทรัมป์เยือนจีน
สำหรับน้ำมัน หากสหรัฐ-จีน ร่วมมือลดความตึงเครียดอิหร่านได้ ราคาน้ำมันอาจย่อตัวลง ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อหุ้นโลก แนวโน้มเงินเฟ้อ และตลาดพันธบัตร
ในทางกลับกัน หากผลเจรจาออกมา “ตึงเครียด” ขึ้นไปอีก หรือทั้งคู่ “แตกหัก” ตลาดจะกลัวอะไรบ้าง
เรื่องแรก สงครามการค้า (Trade war) จะกลับมาร้อนแรง เช่น การขู่ประเด็นภาษี (tariff) ใหม่ หรือการแทรกแซงที่เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยี เข้มข้นเพิ่มขึ้น จะกดดันหุ้นจีนอาทิ เซมิคอนดัคเตอร์ และ ตลาดเอเชีย ที่เป็น supply chain โลก
เรื่องที่ 2. มาตรการควบคุมการส่งออกชิป AI จะยิ่งรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็น “จุดที่ตลาดกลัวมาก” เพราะตอนนี้การแรลลี่ของโลกพึ่ง AI สูงมาก หากสหรัฐฯ เข้มงวดการจำกัดส่งออกต่อจีนเพิ่ม อาจกระทบหุ้น AI และเกิดความผันผวนสูงทันที
เรื่องที่ 3. “ไต้หวัน” เป็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หากมีสัญญาณแข็งกร้าว ตลาดเอเชียจะตอบสนองอ่อนไหวมาก โดยเฉพาะภาคการผลิตชิป ที่มีไต้หวันเป็นเจ้าตลาด
ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในรอบนี้ มุ่งเน้นดีลการค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจ เสถียรภาพตลาด มากกว่าดุดันทำสงครามการค้าเต็มรูปแบบแบบปี 2018–2019 และคง “ไม่มีดีลใหญ่แบบพลิกโลก” เกิดขึ้น
ดังนั้นนักลงทุนตีความว่า “ถ้าไม่มีอะไรแย่ลง” ตลาดก็ถือว่าเป็น positive แล้ว และนี่คือเหตุผลที่ตลาดหุ้นยืนสูงได้ แม้มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นอยู่ก็ตาม แต่ไม่ว่าโลกจะเกิดเหตุการณ์วิกฤติเลวร้ายใด ๆ ขึ้น ทั้งสหรัฐและจีนยังคงครองความเป็นมหาอำนาจใหญ่ของโลก และคงเป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และสังคมโลกอยู่ตลอดในระยะยาว
ตลาดเข้าสู่ช่วง “ข่าวดีต้องดีจริง” ในวันที่ “เงาความเสี่ยง”
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณน่าจะเห็นภาพชัดเจน “กำไรของธุรกิจ” คือตัวกำหนดทิศทางตลาดมากที่สุด แม้ข่าวสงครามจะยังมีอยู่ ตลาดเริ่มรับรู้หรือ “Priced-in” ความเสี่ยงเหล่านั้นไปแล้ว
แต่ยังมีอีกประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ การเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ของ Kevin Warsh ที่นักลงทุนจับตารอประธาน Fed คนใหม่ เพื่อรอฟังมุมมองต่อเศรษฐกิจ และความเสี่ยง การดำเนินนโยบายในระยะข้างหน้าครับ เพราะอาจทำให้ท่าทีของ Fed กลับมาใช้นโยบายผ่อนคลาย หรือ Dovish ได้อีกครั้งผ่านการพิจารณาเงินเฟ้อในมิติใหม่
จุดที่ตลาดเริ่มกังวลคือ เงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมาสูง ทำให้ bond yield พุ่ง โดยเฉพาะ Bond Yield ระยะยาว ที่ตอนนี้ yield ของพันธบัตรสหรัฐระยะ 30 ปี เกิน 5% แล้ว กดดัน valuation หุ้นบางกลุ่ม ดังนั้นตลาดยังบวก แต่ความผันผวนจะเริ่มกลับมาได้เช่นกัน
หากว่าประธาน Fed ดำเนินนโยบายผ่อนคลายก็อาจจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ Bond Yield มีโอกาสปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบันที่อยู่ระดับสูงกว่า 4.4% และช่วยปลดล็อกระดับ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มทรงตัวและส่งผลกระทบต่อตลาดในวงจำกัด
ในช่วงนี้ จึงเห็นตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐาน ซึ่งไม่ใช่ว่า “ตลาด อันตรายขึ้น” เพียงแต่สถานการณ์ “ซับซ้อนขึ้น” ดังนั้น จึงไม่ใช่ช่วงของการลงทุนแบบเหมาเข่งหรือ All in แต่เป็นช่วงของ “การคัดเลือก (Selective Investing) ในสินทรัพย์ที่ดีครับ
ทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตลาดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ “ข่าวดีต้องดีจริง” เพราะยังมี “เงาความเสี่ยง” สำคัญที่พร้อมกดดันตลาดได้ทุกเมื่อ
ธีมการลงทุนที่ยังโดดเด่น
1. กลุ่ม Technology & AI เป็นเมกะเทรนด์โลกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง รายได้และกำไร “ขยายตัวจริง” ไม่ใช่แค่ความคาดหวังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในระยะยาวแม้ราคาจะผันผวนระยะสั้น แต่ภาพใหญ่ยัง “แข็งแรงมาก” ปัจจุบันหุ้นเทคฯ จีนเพิ่งเริ่มปรับตัวขึ้น เกาหลีใต้ และไต้หวันแม้จะมีข่าวทำ All Time High ไปเมื่อไม่นานนี้ แต่ก็ยังถือว่ามีราคาถูกกว่าหุ้นเทคสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นมาติดต่อกัน 4 ปีแล้ว
2. ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ให้โฟกัส 3 ประเทศหลัก
- จีน Valuation ยังไม่แพง ล่าสุด GDP ไตรมาสแรกยังเติบโต 5% และเศรษฐกิจในประเทศมีการฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่จีนเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด (Solar, EV, Battery) และยังมีศักยภาพในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น Robotics ที่กำลังมาแรง
- อินเดียที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกประเทศของโลก แนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โครงสร้างประชากรหนุนการขยายตัว แม้ช่วงปีที่แล้ว ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูง แต่ยังน่าสนใจสำหรับลงทุนระยะยาวครับ
- เวียดนาม เพิ่งได้รับการยกระดับเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ในปีนี้ และเศรษฐกิจมีแนวโน้มการขยายตัวสูงจากการได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต ซึ่งดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นหนึ่งในตลาดที่ดีที่สุดในโลก เติบโตและโดดเด่นในระยะยาว ดัชนี S&P 500 เอง ก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 8-10% ต่อปี
ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น S&P Global และงานวิจัยด้านการลงทุนระยะยาว ชี้ตรงกันว่า ยิ่งถือยาว โอกาสขาดทุนยิ่งลดลง หมายความว่า ลงทุนทิ้งไว้ระยะยาว ก็แทบจะการันตีว่าได้กำไรครับ แต่ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูง จึงแนะนำ อย่า All-in หุ้นสหรัฐ เนื่องจาก ‘โครงสร้างผลตอบแทน’ หรือไส้ในของตลาดครับ
ข้อมูลจาก Morningstar พบว่า ปัจจุบันผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว นั่นแปลว่า แม้จะลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ความจริง พอร์ตอาจกำลังพึ่งพาหุ้นไม่กี่ตัว
ปัญหาคือ…วันที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวราคาขึ้นพอร์ตของคุณจะดูดีมาก มีกำไรสวย จนรู้สึกว่าลงทุนมาถูกทางแล้ว แต่พอจังหวะเปลี่ยน พอร์ตที่เคยขึ้นพร้อมกัน ก็อาจลงพร้อมกันได้ ทำให้พอร์ตติดลบเกินกว่าที่คุณจะรับไหว
จริงๆ เป็นเรื่องปกติของตลาดหุ้นที่จะผันผวนขึ้นลงเป็นวัฏจักร ทำให้การลงทุนแค่หุ้นสหัฐ แม้จะกระจายทั้งตลาด ก็อาจเสี่ยงเกินไปได้ครับ
ผมจึงมักย้ำให้นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงการลงทุน ยึดหลักการจัดพอร์ตง่าย ๆ “Core & Satellite Portfolio” สัดส่วน 80:20 หรือขยับเป็น 70:30 แล้วแต่ระดับความเสี่ยงที่รับได้ แต่แนะนำให้ Core Port มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ครับ
Core Port หรือพอร์ตหลัก เน้นกระจายลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็น พันธบัตร หุ้นปันผล หุ้นกลุ่มประเทศพัฒนา อย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น การกระจายลงทุนสินทรัพย์ที่หลากหลายและข้ามภูมิภาค จะช่วยลดความผันผวน และยังมีโอกาสเติบโตที่ดีในระยะยาวได้
Satellite Portfolio พอร์ตรอง เน้นลงทุนสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง และความเสี่ยงสูง เพื่อทำกำไรในช่วงตลาดขาขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หุ้นธีมอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ตามที่แนะนำข้างต้น
ผมยกตัวอย่าง ถ้าคุณอยากลงทุนในหุ้นสหรัฐเป็นหลัก ก็แบ่งพอร์ตส่วนใหญ่กระจายลงทุนในหุ้นสหรัฐ ราว 55% และ 15% กระจายลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว จะช่วยลดความผันผวน แต่ยังมีโอกาสเติบโตที่ดีในระยะยาวได้ และแบ่ง 10% ลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ พื่อคว้าโอกาสเติบโตในตลาดหุ้นที่กำลังมาแรง หรือหุ้นธีมเทคโนโลยีจีน EV เป็นต้น สุดท้ายอย่าลืมแบ่ง 20% ลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นกู้เอกชนชั้นดีของสหรัฐ เพื่อสร้างสมดุลให้พอร์ตเติบโตในระยะยาว
กลยุทธ์ลงทุนยังคงเน้น
- DCA อย่างมีวินัย การใส่เงินลงทุนเป็นรายเดือนหรือตั้งช่วงเวลาลงทุนให้สม่ำเสมอ จะทำให้ต้นทุนลงทุนถัวเฉลี่ย ในยามที่ตลาดผันผวน คุณจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดในช่วงนั้น ๆ และหากลงทุนระยะยาว พอร์ตจะมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- รีบาลานซ์พอร์ต เมื่อใดที่สินทรัพย์ที่ลงทุนมีกำไรและทำให้สัดส่วนลงทุนเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ แนะนำให้ขายทำกำไรบางส่วนเพื่อนำเงินมาพักในพันธบัตร และรอโอกาสลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับฐาน เพราะเป็นโอกาสที่จะสะสมสินทรัพย์ดี โดยเฉพาะหุ้นที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตระยะยาว
การตรวจสุขภาพอร์ตลงทุนจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และดูแลพอร์ตอย่างมีวินัย จะช่วยให้พอร์ตค่อย ๆ เติบโตในทุกสภาวะตลาด
ในวันที่ข่าวดูน่ากลัวที่สุด อาจเป็นวันที่ “โอกาส” ถูกซ่อนอยู่มากที่สุดเช่นกัน สิ่งสำคัญคือไม่ใช่การหนีตลาด แต่คือการ “เข้าใจมัน” และ “อยู่กับมันให้ได้” อย่างมีระบบ แล้วคุณจะเป็นนักลงทุนที่แข็งแกร่งพร้อมก้าวข้ามทุกความท้าทายเพื่อไปถึงชัยชนะพอร์ตเติบโตอย่างยั่งยืน

