สมาคมแบงก์ แนะปลดล็อกเกณฑ์ M&A ปั้นธุรกิจไทยเป็น “National Champion”

สมาคมแบงก์ แนะปลดล็อกเกณฑ์ M&A ปั้นธุรกิจไทยเป็น “National Champion”
ภาพประกอบข่าว

สมาคมธนาคารไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มุ่งเน้นผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เร่งปลดล็อกเกณฑ์ M&A พร้อมสร้าง National Champion เพื่อเป็นหัวรถจักรดึงภาคธุรกิจและเอสเอ็มอีทั้งระบบเติบโต

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา REINVENT THAILAND: AMBITION TO ACTIONS ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ให้ทุกคนมีทางไปต่อ จัดโดย The Standard ว่า Reinvent Thailand เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือในการกำหนดนโยบายและลงมือปฏิบัติ (Policy Co-Creation and Execution) โดยมีภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย

ขณะที่หน่วยงานเทคนิคภาครัฐ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ทำหน้าที่สนับสนุนและเอื้อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้ ส่วนภาคการเงินมีบทบาทจัดสรรทรัพยากรและเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ภาคเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “Reinvent Thailand” ให้เป็น Living Document หรือเอกสารนำทางที่มีชีวิตและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ตลอดเวลา โดยสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ได้มอบหมาย Industry Leaders ในแต่ละเซกเตอร์ เพื่อทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและภาครัฐให้เกิดเอกภาพ (Unity) ลดความสับสน สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจ โต 5.4% ต่อหัว

นายผยงกล่าวว่า ตามฉากทัศน์การเติบโตที่อ้างอิงข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) หากประเทศไทยยังเติบโตตามแนวโน้มปัจจุบัน โดยมีอัตราการเติบโตของจีดีพีต่อหัว (GDP per capita) เฉลี่ย 2.2% จะทำให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงได้ล่าช้าออกไปถึงปี 2599 ขณะที่ฉากทัศน์ใหม่ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเติบโตเป็น 5.4% ต่อปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2580 โดยการยกระดับดังกล่าวต้องอาศัย 4 ตัวคูณตามกรอบของธนาคารโลก ซึ่งเมื่อนำมาผลักดันร่วมกันจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตเหนือระดับพื้นฐาน 2.9% ได้อีก 2.5% ได้แก่

  1. Industries of the Future เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 0.8%
  2. Firms of the Future ยกระดับการปรับตัวขององค์กรและบริษัท 0.7%
  3. Cities of the Future พัฒนาเมืองแห่งอนาคต 0.7%
  4. Future Workforce พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะแรงงาน 0.4%

โดยทั้ง 4 ตัวคูณต้องถูกนำไปใช้ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และแปลงเป็น KPI ที่วัดผลได้จริงในทุกองค์ประกอบ

สำหรับการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ แต่ละภาคอุตสาหกรรมจะมีการมอบหมายผู้นำอุตสาหกรรม (Industry Leaders) จากสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและภาครัฐ โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 เซกเตอร์ ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็งเดิม เช่น อาหาร (Food) สุขภาพและการท่องเที่ยว (Wellness) และยานยนต์ (Automotive)

ตลอดจนกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชิป (Chip/Semiconductor) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งต้องต่อยอดจากการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติไปสู่ห่วงโซ่อุปทานกลางน้ำและปลายน้ำของไทย

ส่งออกโต 17.6% แต่ GDP โต 2.4% สะท้อน K-shaped Economy

ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือการเติบโตที่ไม่กระจายตัว โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped Economy ซึ่งภาคส่งออกเติบโตสูง แต่ผลประโยชน์ไม่ได้ส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นและเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.6% ขณะที่การส่งออกเติบโต 5.7% ปี 2566 GDP โต 2.3% แต่การส่งออกหดตัว 0.8% ปี 2567 GDP โต 3.0% และส่งออกโต 5.5% ส่วนปี 2568 GDP โต 2.4% แต่ส่งออกขยายตัวสูงถึง 13.1%

ขณะที่ครึ่งแรกปี 2569 GDP เติบโต 2.4% แต่การส่งออกขยายตัวถึง 17.6% สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างการเติบโตของภาคส่งออกกับเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิต การลงทุน และการจ้างงานให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ยังไม่สะท้อนสถานการณ์การผลิตจริง จึงต้องปรับปรุงข้อมูล MPI พร้อมเชื่อมโยงข้อมูล GDP การส่งออก และการลงทุน BOI เข้ากับฐานข้อมูลประกันสังคม เพื่อวัดการจ้างงานจริงในแต่ละอุตสาหกรรม และปรับ KPI ของสถาบันอุดมศึกษาให้ผลิตบัณฑิตตรงกับความต้องการของ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ชี้บริษัทไทยใหญ่สุดอันดับ 4 ของอาเซียน ต้องปลดล็อก M&A

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการสร้าง National Champion หรือบริษัทไทยที่มีศักยภาพแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก นายผยงระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แต่เมื่อพิจารณามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดในแต่ละประเทศ ไทยกลับอยู่ในอันดับ 4 ของภูมิภาค

ทั้งนี้ ข้อมูลเปรียบเทียบมูลค่าบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดระบุว่า สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 มูลค่า 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่ารวม 200 พันล้านดอลลาร์ อินโดนีเซียอันดับ 2 มูลค่า 75 พันล้านดอลลาร์ และรวม 125 พันล้านดอลลาร์ เวียดนามอันดับ 3 มูลค่า 62 พันล้านดอลลาร์ และรวม 82 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอันดับ 4 มูลค่า 34 พันล้านดอลลาร์ และรวม 49 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยมาเลเซียอันดับ 5 มูลค่า 28 พันล้านดอลลาร์ และรวม 41 พันล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์อันดับ 6 มูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์ และรวม 27 พันล้านดอลลาร์

นายผยงกล่าวว่า การสร้าง National Champion จำเป็นต้องปลดล็อกกฎเกณฑ์และระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การควบรวมกิจการ (M&A) และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนและขยายตลาดในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น เพื่อให้บริษัทไทยสามารถเติบโตข้ามพรมแดนและนำตลาดกับห่วงโซ่อุปทานกลับมาสร้างงานภายในประเทศ

ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่มีเงินทุนของตนเองและใช้สินเชื่อจากธนาคารในประเทศไม่มากนัก ขณะที่นักลงทุนไทยเป็นหัวขบวนสำคัญที่สถาบันการเงินไทยพร้อมสนับสนุนเงินทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถออกไปขยายตลาดต่างประเทศได้ โดยธนาคารพร้อมรับความเสี่ยงและสนับสนุนสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศ

หากธนาคารไทยไม่สามารถติดตามไปสนับสนุนธุรกิจไทยในต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการอาจต้องพึ่งพาสถาบันการเงินต่างชาติแทน จึงจำเป็นต้องปรับกฎเกณฑ์ให้เอื้อต่อการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน

หนุนรัฐเชื่อมฐานข้อมูล ปิดช่องว่างหนี้ 2.65 ล้านล้านบาท

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือฐานข้อมูลของประเทศยังกระจัดกระจาย ขาดมาตรฐานนิยามเดียวกัน และไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลหนี้สินที่ยังไม่ครอบคลุมลูกหนี้ทุกกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันหนี้นอกระบบมีมูลค่าประมาณ 2.65 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้สหกรณ์มีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งยังมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ทำให้สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาระหนี้ของลูกหนี้ได้ไม่ครบถ้วน และเป็นอุปสรรคต่อการแก้หนี้แบบ Debtor-Centric หรือการแก้ปัญหาหนี้โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง

อีกทั้งหากพิจารณาระดับการเข้าถึงข้อมูลของสถาบันการเงิน จะพบว่าข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์ (Commercial Banks) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Banks) ยังพอมีระบบข้อมูลรองรับ แต่เมื่อเข้าสู่กลุ่มเจ้าหนี้นอกระบบ (Loan Sharks) จะมีข้อจำกัดด้านการมองเห็นข้อมูล (Limited Visibility) ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงและการเข้าช่วยเหลือลูกหนี้ทำได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจกึ่งทางการ (Semi-Formal) และเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal)

จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลเดิมของหน่วยงานต่าง ๆ ผ่าน Data Exchange Platform แทนการสร้างฐานข้อมูลใหม่ โดยกำหนดนิยามข้อมูลทางเศรษฐกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกกระทรวงและหน่วยงาน รวมถึงเร่งแก้ปัญหาความล่าช้าของข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งปัจจุบันล่าช้ากว่า 2 ปี ทำให้การกำหนดนโยบายเชิงพื้นที่ (Area-Based Policy) ไม่ทันต่อสถานการณ์

หนุน Alternative Data-สินเชื่อดิจิทัล ดึง SME เข้าซัพพลายเชน

สำหรับการปฏิรูปภาคการเงิน ปัญหาของเศรษฐกิจนอกระบบทำให้สถาบันการเงินขาดข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง จึงต้องสนับสนุนการใช้ Alternative Data หรือข้อมูลทางเลือก เพื่อเปลี่ยนจากการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาหลักประกัน (Asset-based Lending) ไปสู่การพิจารณาจากข้อมูลและผลการดำเนินงาน (Data & Performance-based Lending) ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกันเพียงพอสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (Level Playing Field) ในภาคการเงินต้องยึด 3 หลักการ ได้แก่ การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Pricing) และการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)

ขณะเดียวกัน ต้องผลักดันกลไก Supply Chain Lending โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยสนับสนุน SME ในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจและการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลจากธนาคาร ควบคู่กับกลไกค้ำประกันสินเชื่อจากภาครัฐ เช่น SME Credit Boost รวมถึงให้สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจแก่ SME รายเล็กเพื่อปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ในอดีตสินเชื่อของธนาคารเติบโตประมาณ 1.5 เท่าของ GDP แต่ปัจจุบันการเติบโตลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากทรัพยากรของสถาบันการเงินถูกใช้ไปกับการประคองลูกหนี้จำนวนมาก ขณะที่ระบบยังไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนระหว่างลูกหนี้ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว (V-shaped Recovery) กับกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับเวลาในการปรับตัว ดังนั้น Data Exchange จะช่วยให้เห็นข้อมูลลูกหนี้ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้การจัดสรรสินเชื่อและการช่วยเหลือตรงกับปัญหาของแต่ละกลุ่มมากขึ้น

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚