เอกนิติ มองย้อน 30 ปีเศรษฐกิจไทย จับตาเงินเฟ้อ-ดุลบัญชีเดินสะพัด เร่งเครื่องยนต์ลงทุน
เอกนิติ มองย้อน 30 ปีเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินที่บินเอียง ต้องจับตาเงินเฟ้อ-ดุลบัญชีเดินสะพัด เร่งเครื่องยนต์ลงทุน-พัฒนาทักษะแรงงานไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนเครื่องบิน แต่เป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด 30 ปี เพราะบินด้วยเครื่องยนต์การส่งออกสินค้าและบริการเป็นหลักกว่า 71% ต่อจีดีพี ในขณะที่การลงทุนในประเทศนั้นอ่อนแอ โดยการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐอยู่ที่ 17% และ 6% ต่อจีดีพี ตามลำดับ
“เครื่องบินเศรษฐกิจไทยนั้นบินเอียงมาตลอด และพึ่งพาการส่งออกเยอะมาก ขณะที่การลงทุนในประเทศอ่อนแอ ดังนั้นเมื่อโลกแย่ เราก็แย่ไปด้วย วันนี้เราจะดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอดตั้งแต่รับตำแหน่ง ใช้การลงทุนเป็นตัวตั้ง (Investment Lets Growth) ผลที่ออกมาคือปี 2568 จีดีพีโต 2.4% และไตรมาส 1 ปี 2569 จีดีพีโต 2.8% แต่หัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ข้างใน ซึ่งเราดันตัวเลขให้โตได้ทุกด้าน โดยการลงทุนเอกชนปี 2568 โตได้ 3.5% ต่อจีดีพี และในไตรมาสแรก ปี 2569 โตขึ้นเป็น 10.1% พร้อมกันนี้การลงทุนภาครัฐต้องเร่งเบิกจ่ายให้เต็มศักยภาพด้วย” นายเอกนิติ กล่าว
จับตาเงินเฟ้อ-ดุลบัญชีเดินสะพัด
นายเอกนิติ ยังกล่าวว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นเสมือนน้ำมันหยอดเครื่องยนต์ ถ้าน้ำมันห่วยอาจทำให้เครื่องยนต์พังได้ โดยเครื่องชี้เสถียรภาพที่น่าสนใจ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพี
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในไตรมาส 2 ปี 2569 สูงขึ้นเป็น 2.7% จากไตรมาสแรกยังอยู่ที่ -0.5% เป็นผลมาจากวิกฤตพลังงานหลังการเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่ส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้า และต้นทุนการผลิต เช่นเดียวกับในปี 2565 ที่เกิดวิกฤตก๊าซธรรมชาติจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขณะที่ตัวที่อันตรายที่สุดคือดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพี นายเอกนิติ กล่าวว่า หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาตลาด ก่อนจะขาดดุลในปี 2565 จากการที่ไทยนำเข้าพลังงานสูง เช่นเดียวกับในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบอีกครั้ง แม้ไตรมาสแรกจะยังเกินดุลอยู่ โดยข้อมูลเดือนเม.ย.-พ.ค. บ่งชี้ว่าขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท
ไทยมีโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปและซับซ้อนขึ้น จากเดิมที่ซีกโลกตะวันตกมีบทบาทกับเศรษฐิจโลก วันนี้กลุ่มประเทศแถบเอเชียกลับค่อยๆ มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ไทยจึงเป็นหมุดหมายของหลากหลายประเทศ เพราะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเป็นประเทศที่ค้าขายได้กับทุกประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจจากหลายประเทศย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ธุรกิจโพรไบโอติกอาหารสัตว์เลี้ยงย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่จ.ระยอง และธุรกิจชิปสั่งการให้ Data Center ใช้น้ำน้อยลง รวมทั้งชิประบายความร้อน ก็ย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐฯ มาที่ประเทศไทย โดยล่าสุด ธุรกิจชิปสำหรับส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ที่มีฐานการผลิตในจ.สระบุรี และจ้างงานกว่า 2 หมื่นคน ได้ขอขยายฐานการผลิตอีก 1 หมื่นล้านบาท ไปยังจ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มการจ้างงานอีก 1 หมื่นคน นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือทำการวิจัยและพัฒนา (R&D) กับมหาวิทยาลัยไทยเพื่อถ่ายทอดความรู้ รวมถึงทำข้อตกลงกับรัฐบาลว่าจะให้ซัพพลายเชนอยู่ในไทย
อย่างไรก็ดี ไทยเป็นที่หมายตาเพราะมีน้ำเสถียร และไฟฟ้าเสถียร รวมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐาน แต่โลกปัจจุบันต้องการน้ำสะอาดและไฟฟ้าสะอาดด้วย นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยได้มีการปลดล็อก Direct PPA หรือการซื้อขายไฟสะอาดโดยตรง ซึ่งภาคเอกชนสามารถลงทุนและซื้อขายไฟสะอาดได้ โดยเป็นนโยบายเรือธง แบบที่รัฐบาลไม่ต้องใช้เงิน แต่ให้เอกชนลงทุนแทน “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือเอกชนได้ลงทุน และได้ไฟฟ้าสะอาด”
พัฒนาทักษะคนไทยให้เก่งขึ้น-เร่งเปลี่ยนผ่าน
ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านเอไอ โดยต้องทำให้คนไทยมีทักษะนี้ ทว่าประชากรไทยเกิดใหม่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ และรัฐบาลต้องวางแผนแก้ปัญหา “ท้ายที่สุดต้อง 1.ทำให้คนไทยเก่งขึ้น 2.ทำให้คนอายุมากกว่า 60 ปี มีโอกาส และ 3.ดึงแรงงานที่เก่ง มีความสามารถจากต่างประเทศ เหมือนประเทศสิงคโปร์ที่มีประชากรน้อย”
นายเอกนิติ กล่าวถึง โครงการ Thailand Skill Bridge ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อให้ธุรกิจที่เข้ามาลงทุนผ่านบีโอไอถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ให้คนไทย เมื่อหลากหลายธุรกิจสนใจมาตั้งฐานการผลิตที่ไทย ต้องใช้โอกาสนี้พัฒนาให้แรงงานไทยเก่งขึ้น และจ้างงานคนไทยมากขึ้น
“ยุทธศาสตร์การลงทุนบีโอไอจะเน้นคุณภาพ ไม่เน้นที่ตัวเลข เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยจะดูทั้งคุณภาพ ทักษะ และ Technology Transfer ทุกการลงทุนจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ผ่านโครงการสกิลบริดจ์ เพราะต้องพูดตามตรงว่าคนไทยยังต้องพัฒนาทักษะเอไอและการใช้เทคโนโลยีอีกพอสมควร ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้ทำให้คนไทยเก่งขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ยังมองถึงการดึงแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย โดยเฉพาะกลุ่มทักษะใหม่ที่ประไทยยังพัฒนาไม่ได้ โดยหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อออกวีซ่าพิเศษ Skill Labor สำหรับแรงงานทักษะสูงกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี จะยังจ้างแรงงานไทยเป็นหลัก แตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม
ในส่วนของ Local Content เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยจะสนับสนุนอย่างแน่นอน โดยมีบริษัทรถยนต์จีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย และใช้บริษัทไทยเป็นซัพพลายเชนกว่า 40 บริษัท นายเอกนิติ มองย้อนกลับไปในช่วงปี 2523 ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย และช่วยให้คนไทยเก่งขึ้น รวมถึงเกิดซัพพลายเชน
“สิ่งที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านคือ 1.เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะตอนนี้เราพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ทำให้ปัจจุบันเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปกว่า 6 แสนล้านบาท 2.เร่งเปลี่ยนผ่านทักษะคน ให้เก่งขึ้น ผ่านโครงการ Thailand Skill Bridge และ 3.ปลดล็อกข้อจำกัดกฎหมายการลงทุน ผ่านโครงการ BOI FastPass” นายเอกนิติ กล่าว
ภาพเศรษฐกิจโลก-ไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า
นายเอกนิติ กล่าวว่า โฉมหน้าเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีขึ้นหน้านั้น โลกจะให้ความสำคัญกับความมั่นคง และเศรษฐกิจโลกจะเชื่อมโยงกันมากขึ้น แต่ก็ซับซ้อนขึ้น ภูมิภาคเอเชียจะมีบทบาทมากกว่าเดิม ทว่าการกีดการทางการค้าก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่สำคัญคือเทคโนโลยีจะเป็นภาพรวมการค้าและการลงทุน และซัพพลายเชนจะเปลี่ยนแปลงตาม
ขณะที่เศรษฐกิจไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้องตั้งรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง และจะเติบโตด้วยเศรษฐกิจภูมิภาค ต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจผู้สูงอายุ สอดรับกับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเด็กเกิดใหม่น้อยลง รวมทั้งเศรษฐกิจชุมชนด้วย
นายเอกนิติ ฉายภาพ 6 แนวนโยบายรองรับความท้าทายในอนาคต ได้แก่ 1.เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนผ่านพลังงานและยกระดับเศรษฐกิจไทย 2.ปรับโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ให้เติบโตด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และเชื่อมโยงการผลิตกับเอเชีย 3.จัดทำระบบรองรับตาข่ายทางสังคม 4.ผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) 5.กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และ 6. ปรับปรุงระเบียบที่ไม่ทันสมัยกับโลกยุคใหม่

