IMF แนะไทยเร่งรัดเข็มขัด-ชี้ช่วยคนตรงกลุ่ม เลี่ยงหว่านแห รับวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ
‘กฤษณะ‘ ผอ.ฝ่ายภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ IMF แนะนำรัฐบาลไทยและชาติเอเชียเร่งลดใช้จ่ายงบคลัง เล็งเป้าช่วยประชาชนตรงกลุ่มเป้าหมายโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย รับมือกรณีวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ ย้ำทั้งหมดนี้ต้องยึดกรอบการคลังระยะกลางให้มั่นคง ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ประชาชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างการแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นายกฤษณะ ศรีนีวสานต์ (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวไทยเกี่ยวกับผลกระทบจากช็อกด้านพลังงานและอุปทานต่อไทย อาเซียน และภาพรวมเอเชีย
นายกฤษณะกล่าวว่า ภูมิภาคนี้เป็นภูมิภาคที่พึ่งพาพลังงานสูงมาก ความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy intensity) ในภูมิภาคนี้คิดเป็นประมาณ 4% ของ GDP ซึ่งหากเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น เช่น สหภาพยุโรป (EU) แล้ว เอเชียถือว่าสูงกว่าถึงเท่าตัว และที่สำคัญกว่านั้นคือ พลังงานส่วนใหญ่ต้องนำเข้า ซึ่งจุดนี้เองที่กดดันประเทศต่าง ๆ ทั้งในแง่ของอัตราเงินเฟ้อและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นคือ ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้สามารถปรับตัวต่อช็อกด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในการปรับตัวอยู่ก็ตาม หลายประเทศหันไปพึ่งพาพลังงานเร่งด่วนและพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้ดึงปริมาณพลังงานสำรองออกมาใช้ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่มีต่อราคา นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกนโยบายเพื่อปกป้องประชาชนอีกด้วย
“คำถามสำคัญคือ พวกเขาจะยังปรับตัวได้อีกมากน้อยแค่ไหน นายกฤษณะกล่าวว่า หากพูดถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน ผมคิดว่ายังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่ในแง่ของการนำพลังงานสำรองมาใช้นั้น มีขีดจำกัดอยู่ และหากประเทศเหล่านี้ต้องกลับเข้าสู่ตลาดเพื่อซื้อพลังงานเติมสำรองจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าทันที” นายกฤษณะกล่าว
ดังนั้น ในบรรดาความเสี่ยงสำคัญที่ได้เน้นย้ำไป หากช็อกด้านพลังงานนี้ยืดเยื้อต่อไปจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอาเซียน ความเข้มข้นของการใช้พลังงานสูงถึง 7% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมาก และทำให้บางประเทศมีความเปราะบางเป็นพิเศษ หากวิกฤตนี้ลากยาว จะส่งผลเสียต่อประเทศในภูมิภาคอย่างแน่นอน เราจึงยกเรื่องนี้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงช่วงขาลงที่สำคัญ (Downside risks)หรือความเสี่ยงที่มีแนวโน้มแย่ลงกว่าที่คาด
รายงานของ IMF ฉบับนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องครัวเรือนที่เปราะบางและมีหนี้สินสูง ต่อคำถามว่า สำหรับประเทศไทยหนี้ครัวเรือนฉุดรั้งการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นอันดับแรก
นายกฤษณะกล่าวตอบว่า หลายประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตหรือช็อกที่เข้ามาซ้อนกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 การรุกรานยูเครนของรัสเซีย มาตรการกำแพงภาษี และล่าสุดคือช็อกด้านพลังงาน
ผู้เชี่ยวชาญ IMF แนะนำต้องสร้างกันชนการคลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งตอนนี้ควรต้องปรับลดการขาดดุลงบประมาณ (ลดการใช้จ่ายทางการคลัง) ย้ำว่าตรงนี้ทำได้ โดยไม่ทำให้คนเดือดร้อนและต้องทำแบบตรงจุดเจาะจง แบบเล็งเป้า โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วย
“การรับมือกับวิกฤตที่ถาโถมเหล่านี้ ทำให้กันชนทางการคลัง (Fiscal buffers) ของหลายประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เราต้องการเน้นย้ำคือ เราตระหนักว่าประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากช็อกด้านพลังงานและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองดูแล ดังนั้น คำแนะนำของเราคือ รัฐบาลต้องเร่งสร้างกันชนทางการคลังขึ้นมาใหม่”
ขณะเดียวกันก็ต้องให้การสนับสนุนแบบตรงจุด (Targeted support) หลายประเทศมีระบบทะเบียนสวัสดิการสังคม (Social registries) ที่ระบุตัวตนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ และคุณสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือส่งตรงถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ โดยยังคงรักษาวินัยและความน่าเชื่อถือทางการคลังไว้ได้
“นอกจากนี้ แม้เราจะพูดถึงการปรับลดการใช้จ่ายทางการคลัง แต่เราเน้นย้ำว่า สิ่งนี้ต้องทำภายใต้ กรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework) ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพราะถึงแม้ (รัฐบาล) จะต้องปรับนโยบายการคลังที่ผันผวนหรือผ่อนคลายทางการคลังชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่หาก (รัฐบาล) มีกรอบการคลังระยะปานกลางเป็นหลักยึดที่มั่นคง สิ่งนั้นจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ประชาชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้” นายกฤษณะย้ำ
ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เน้นว่าปรับตัวได้ดีท่ามกลางความไม่แน่นอน ตัวเลขคาดการณ์ GDP ปีนี้ ปรับขึ้น 4.8 % จาก 4.4 % เทียบที่คาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อน หรือเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์สำหรับปี 2027 ขึ้นเป็น 4.4 % จากเดิม 4.2 %

