กรุงศรี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้แกว่ง 31.80-32.25 บาท/ดอลลาร์ จับตาความตึงเครียดตะวันออกกลาง
กรุงศรี คาดสัปดาห์นี้เงินบาทซื้อขายในกรอบ 31.80-32.25 บาท/ดอลลาร์ ผันผวนตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองเงินดอลลาร์ยังเปราะบาง-เฟดอาจลดดอกเบี้ยช่วงปลายปี ด้านรมว.คลัง เตือนหากจำเป็นจะเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-32.35 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 32.06 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 31.87-32.16 บาท/ดอลลาร์
โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงได้แรงหนุนจากความคืบหน้าทางการทูตในตะวันออกกลาง โดยดัชนีหุ้น S&P 500 ฟื้นตัวกลับขึ้นเหนือระดับก่อนเกิดความสงครามแล้ว
กรุงศรีฯ ยังมองภาพรวมของตลาดสัปดาห์นี้ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่พลิกผันอย่างรวดเร็วและช่องแคบฮอร์มุซที่ยังปิดอยู่ อีกทั้งยังไม่มีสัญญาณการเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เงินดอลลาร์อาจยังคงเปราะบางกรณีราคาน้ำมันดิบไม่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับปัจจุบัน หรือกรณีตลาดหุ้นโลกสามารถรักษาแรงส่งเชิงบวกไว้ได้
อีกทั้งยังประเมินว่ายังมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างน้อยที่สุด เฟดมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงไปทางผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
ทางด้านปธน.ทรัมป์ กล่าวว่า อิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่จากประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับและยุโรปมีความเห็นว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องใช้เวลาประมาณหกเดือนจึงจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ส่วนรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นกล่าวภายหลังการประชุม G7 ว่ากลุ่มผู้ว่าการธนาคารกลางเห็นว่าจุดยืนของนโยบายการเงินในปัจจุบันเป็นช่วงของการรอดูสถานการณ์ โดยท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าอาจเป็นความพยายามในการจำกัดไม่ให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในจังหวะนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 7,303 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 642 ล้านบาท
ในขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยเตือนว่าอาจมีการปรับระดับหนี้สาธารณะเกินเพดานที่ 70% ของจีดีพีได้ หากมีความจำเป็น เนื่องขีดความสามารถของไทยในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจมีอยู่อย่างจำกัด

