วิกฤต ‘3 สงคราม’ ไทยถูกบีบ ‘ทรัมป์’ ขึ้นภาษี-เสี่ยงเศรษฐกิจทรุด
จับตา “3 สงคราม” เขย่ากดดันเศรษฐกิจไทย สหรัฐเปิดเกม “สงครามการค้ารอบใหม่” ไทยเจอสหรัฐเก็บภาษีมาตรา 301 อัตรา 12.5% เท่ากับ “เวียดนาม-จีน” ขณะที่ “มาเลเซีย-อินโดฯ” โดน 10% พาณิชย์แจงสินค้าไทยกว่า 2,000 รายการ ที่ส่งออกไปสหรัฐได้รับยกเว้นภาษี บล.เอเซีย พลัส เตือนไทยเสี่ยงโดนหางสงครามเทคฯ จับตาตะวันออกกลางปะทุน้ำมันดิบพุ่งแตะ 100 เหรียญต่อบาร์เรล “ดร.พิพัฒน์ KKP” วิเคราะห์เกมสหรัฐเพิ่มเงื่อนไขบีบไทยให้เร่งเซ็น “ART” ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน คลังยอมรับครึ่งปีหลังเผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีก จากกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน หนึ่งในแกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) ที่อิหร่านสนับสนุนทั้งเงินและอาวุธ ประกาศปิดล้อมเส้นทางขนส่งน้ำมันของซาอุดีฯ ในทะเลแดง และได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีฯ 2 ลำ ในวันที่ 23 ก.ค.
ส่งผลให้ซาอุดีฯ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบจากท่าเรือยานบูในทะเลแดง ผ่านช่องแคบบับเอลบับเดบได้ ส่งผลล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ขึ้นแตะระดับ 100.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ฝั่งช่องแคบฮอร์มุซก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยสหรัฐโจมตีอิหร่านเพื่อลดทอนความสามารถในการคุกคามฮอร์มุซ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 13 แล้ว
สงครามการค้ารอบใหม่
ด้านสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่ ภายใต้มาตรา 301 ต่อคู่ค้า 60 ประเทศที่ขาดกลไกหรือมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (Forced Labor) สร้างความไม่เป็นธรรมต่อแรงงานสหรัฐ มีผลบังคับใช้ 24 ก.ค. 2569 สำหรับประเทศไทย ถูกเรียกเก็บภาษีอัตรา 12.5% เท่ากับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ เนื่องจากยังไม่มีกรอบความร่วมมือหรือมาตรการทางกฎหมายที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหรัฐ
ขณะที่มาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซีย ถูกเรียกเก็บภาษีที่ 10% เนื่องจากมีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับหรือมีข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐ โดยการประกาศอัตราภาษีมาตรา 301 เป็นการใช้มาตรการด้านภาษีแทนที่มาตรา 122 ที่เรียกเก็บอยู่ที่ 10% ซึ่งหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
ไทยเจอภาษีเท่าเวียดนาม-จีน
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สหรัฐได้บังคับใช้ภาษีมาตรา 301 กับประเทศไทย และอีก 37 ประเทศ รวมถึงเวียดนามและจีน ที่เป็นคู่แข่งหลักของไทยในตลาดสหรัฐ ในอัตรา 12.5% คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% จากที่ถูกเรียกเก็บอยู่เดิม 10% (ภายใต้มาตรา 122) ที่หมดอายุไป
นอกจากนี้ยังมีสินค้าไทยจำนวน 2,120 รายการ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐ ได้รับการยกเว้น (เช่น วงจรรวม ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย) จึงช่วยลดผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ไทยยังเร่งสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade:ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมมาตรการคู่ขนานเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ อาทิมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และขยายตลาดใหม่
3 สงครามกดดันไทย
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยเสี่ยงจาก “3 สงคราม” (ภาค 2) ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง ได้แก่ 1.สงครามตะวันออกกลาง ที่สถานการณ์ยกระดับความรุนแรงขึ้น ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นต่อเนื่องใกล้แตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
2.สงครามการค้า โดยสหรัฐประกาศมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก ในอัตรา 10%-12.5% และประเทศไทยถูกเก็บภาษีในอัตราสูง 12.5% เนื่องจากสหรัฐขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่สหรัฐขาดดุลสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลกในปี 2568
และ 3.สงครามเทคโนโลยี จากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสหรัฐและจีนที่กลับมารุนแรงขึ้น หลังจากสตาร์ตอัพจีน “MOONSHOT AI” เปิดตัวโมเดล KIMI K3 ขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในวันที่ 27 ก.ค. 2569 ขณะที่สหรัฐออกมาอ้างว่า MOONSHOT AI อาศัยข้อมูลจากโมเดลของสหรัฐ และใช้ประเทศไทยเป็นฐานเซิร์ฟเวอร์ (ชิป GB300) ในการฝึกโมเดล ทำให้ประเทศไทยติดร่างแห
“3 สงครามอาจจะไม่ได้กระทบกับตลาดหุ้นไทยตรง ๆ แต่ที่กระทบมากก็คือ สงครามการค้า ที่ไทยถูกใช้มาตรา 301 แต่ถ้าไปเทียบกับอัตราเดิมที่เคยเสีย 19% ลงมาอยู่ที่ 12.5% นักวิเคราะห์ก็มองว่าน่าจะเป็นจุดที่ลูกค้ามีการปรับตัวไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่อง Tech War ผมว่าเราอยู่ปลายแถว ขณะที่สงครามตะวันออกกลางก็อาจทำให้มีฟันด์โฟลว์เข้ามาตลาดหุ้นไทย โดยทางเอเซีย พลัส ประเมินว่าฟันด์โฟลว์ที่เข้าตลาดหุ้นไทยปีนี้น่าจะถึง 1 แสนล้านบาท เพราะจากต้นปีมาถึงตอนนี้ (YTD) มีเข้ามาแล้วกว่า 7.1 หมื่นล้านบาท” นายเทิดศักดิ์กล่าว
ไทยติดบ่วง “เทคฯ วอร์”
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ความเสี่ยง 3 สงครามคงต้องแยกระหว่างสิ่งที่ประเทศไทยคุมได้ กับคุมไม่ได้ เพราะว่าไม่ว่าอย่างไร สิ่งเหล่านี้ก็จะเข้ามาอยู่แล้ว อย่างเรื่องสงครามเทคฯ ก็ต้องไปดูว่าประเทศไทยมีการละเมิดข้อตกลงคว่ำบาตรจริงอย่างที่ถูกสหรัฐกล่าวหาจริงหรือไม่ ซึ่งหากเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่าจริงก็ถือว่าเป็นความผิดของเราเอง
“ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าเราไปอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามเทคฯ ของ 2 มหาอำนาจ ซึ่งผมคิดว่าหลายเรื่องเป็นการสร้างเงื่อนไข เพื่อที่จะต่อรอง ระหว่างสหรัฐกับจีนและประเทศอื่น ๆ”
สหรัฐบีบไทยเร่งเซ็น “ART”
สำหรับสงครามการค้า ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สหรัฐกำลังกดดันให้ประเทศไทยรีบไปลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ไม่ว่าจะต้องนำเข้าสินค้าสหรัฐเพิ่ม หรือซื้อสินค้าสหรัฐเพิ่ม หรือเปิดอะไรให้เขาเพิ่มเติม ซึ่งคิดว่าสหรัฐจะเร่งเรื่องนี้ เพราะทรัมป์เริ่มหมดเครื่องมือ เนื่องจากถูกศาลตีตกในหลาย ๆ เรื่อง โดยมาตรา 301 น่าจะเป็นของจริงแล้ว
“หนึ่งในเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ทรัมป์อยากให้ทุกประเทศที่เกินดุลสหรัฐสูงต้องรีบลงนามใน ART ให้ได้เสียที เพราะไม่เช่นนั้นก็จะลากไปเรื่อย ๆ สหรัฐก็เลยหาเครื่องมือมากดดันเรา”
อย่างไรก็ดี มาตรา 301 ที่ไทยจะเจอมี 2 ส่วน คือ ภาษี 12.5% ที่มีการกล่าวหาว่าไทยมีการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) กับอีกส่วนคือ สหรัฐอาจขึ้นภาษีบางเซ็กเตอร์ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐจำนวนมาก ที่ทำให้เกิดการเกินดุลสหรัฐสูง ซึ่งก็คือพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
“ผมว่า 301 ส่วนที่ 2 จะน่ากลัวกว่า เพราะส่วนแรกสหรัฐเก็บเป็นฐานภาษี 10-12.5% ไม่ได้มาก และมีข้อยกเว้นเยอะ อย่างสินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐมียกเว้นตั้ง 40% พวกคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งเราก็ใช้จังหวะเวลานี้ส่งออกไปสหรัฐเต็มที่เลย ทำให้การส่งออกโต 17% เฉพาะส่งออกไปสหรัฐโตถึง 40% เราก็เลยเกินดุลสหรัฐเป็นอันดับ 7 ของโลกไปแล้ว”
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ขณะที่สหรัฐยังอาจจะกดดันไทยเพิ่มเติมในเรื่อง Transhipment เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าการที่ไทยเกินดุลสหรัฐจำนวนมากอาจเป็นผลจากที่มีการสวมสิทธิ์ส่งออก
“ถ้าโดนบีบ 3 ก้อนพร้อมกันเราเหนื่อยแน่ หากเราโดนเก็บสินค้าบางเซ็กเตอร์เพิ่มแต่เพื่อนบ้านหรือคู่แข่งขันไม่โดน เราก็ซวยคนเดียว”
ต้องดึงเงินนอกมาพยุง
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึงเป็นลักษณะ K-Shape อยู่แล้ว หากเซ็กเตอร์ที่โตดีอยู่ถูกเก็บภาษี เศรษฐกิจไทยก็จะเซได้ เพราะว่า K ขาบนจะหายไป ส่วน K ขาล่างก็ยังลงอยู่ โดยเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ถือว่าเสี่ยง
“เพราะเศรษฐกิจในประเทศตอนนี้ถือว่าแผ่วหมดแล้ว ตัวที่ยังมีแรงดันเศรษฐกิจก็คือเงินที่มาจากข้างนอก ทั้ง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) การส่งออก และการท่องเที่ยว คือทำอย่างไรให้คนมาลงทุนในไทยมากขึ้น มาใช้ไทยเป็นฐานมากขึ้น ผมว่าเราต้องขุดจาก External Demand แล้ว เพราะ Internal Demand เหนื่อยมาก”
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 น่าจะออกมาต่ำ จากผลกระทบสงคราม ก็หวังว่าไตรมาส 3 จะดีขึ้น เพราะส่งออกยังดี และมีมาตรการทางการคลังเข้ามา แต่หากราคาน้ำมันดิบกลับไประดับ 120 เหรียญต่อบาร์เรลเศรษฐกิจก็จะโตลำบาก สิ่งที่ทำได้คือ ต้องเกาะไปกับกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI CapX) ท่องเที่ยวก็ต้องดึงคนเข้ามาให้ได้ ขณะที่ส่งออกก็ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
“สิ่งที่ทำได้คือต้องไปไล่ดูว่าอะไรที่เราควบคุมได้ อะไรควบคุมไม่ได้ วันนี้ที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือ ต้องดึงดูดการลงทุน เพราะวันนี้กระแสโลกมันคือ AI CapX ต้องโปรโมตอุตสาหกรรมที่เราทำได้ดี แล้วก็ให้มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีซัพพลายเชนในประเทศเพิ่มมากขึ้น จริง ๆ เมืองไทยไม่ได้แย่ อย่างการผลิตฮาร์ดดิสก์ไทยแข็งแรงมาก เพราะคอนโทรลน่าจะ 90% ของกำลังการผลิตทั่วโลก แล้ววันนี้ก็มีเรื่อง Photonics หรือใยแก้วนำแสง ที่มีซัพพลายเชนอยู่ในไทยใหญ่มาก คือเรามีอุตสาหกรรมใหม่อยู่ แต่ต้องทำให้ต่อเนื่องมากขึ้น”
ดร.พิพัฒน์กล่าวอีกว่า วันนี้เศรษฐกิจภายในประเทศค่อนข้างแย่ จะไปหวังใช้แต่มาตรการทางการคลังมาอุดไปเรื่อย ๆ คงไม่ได้ ดังนั้นต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์ใหม่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต เน้นเรื่องการพัฒนาคน และต้องดูว่าทำอย่างไรจะสร้างงานดี ๆ ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย
คลังเผย 3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งหลัง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นขยายตัว 2.5% ต่อปี จากเดิมคาดโต 1.6% ด้วยแรงหนุนจากการส่งออก การเร่งลงทุน การบริโภคเอกชน และแรงเสริมจากนโยบายเศรษฐกิจ
“กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพและมุ่งมั่นขับเคลื่อนให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน โดยประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องผ่านการอนุมัติสิทธิประโยชน์ กลไกการเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการจับคู่ธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)”
นายวินิจกล่าวว่า ครึ่งปีหลังมีปัจจัยที่น่ากังวลคือ เรื่องความขัดแย้งจากภูมิภาคตะวันออกกลางผันผวนกระทบราคาพลังงาน และนโยบายกีดกันการค้าใหม่เรียกเก็บภาษีภายใต้ 301 โดยเฉพาะการบังคับแรงงาน ที่ไทยถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเป็น 12.5% จากเดิม 10% ขณะที่สถานการณ์เอลนีโญอาจทำให้เกิดภัยแล้งในช่วงปลายปี ต้องจัดการน้ำให้เพียงพอ
ทั้งนี้ ผลจากการกีดกันการค้าจะยังไม่มีผลกระทบมากนัก โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจากับสหรัฐ และพยายามแก้ปัญหา Over Capacity จากการรับมาส่งออก ขณะนี้ต้องศึกษาสมมติฐานว่าสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
หอฯ จี้เร่ง กม.แก้ปมแรงงาน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้สินค้าไทยจะถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 12.5% แต่ยังไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่เผชิญมาตรการในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนประเทศที่ถูกเก็บภาษีต่ำกว่าไทยในอัตรา 10% อาจได้เปรียบบ้าง แต่ส่วนต่างเพียง 2.5% ยังไม่กว้างพอที่จะกระทบความสามารถในการแข่งขันโดยรวม
ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการมากกว่าอัตราภาษี คือการออก “กฎหมายและกลไกห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ” ให้มีผลบังคับใช้อย่างชัดเจน แม้ไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับเชิงระบบ แต่จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใส และการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สหรัฐและคู่ค้าระหว่างประเทศ
หวั่นส่งออกครึ่งปีหลังชะลอตัว
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.12 ล้านล้านบาท ขยายตัว 20.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และภาพรวม 6 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกมีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6%
สำหรับช่วงครึ่งปีหลังคาดจะชะลอตัวจากครึ่งปีแรก เนื่องจากแรงเร่งนำเข้าสินค้าของผู้นำเข้าสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากมาตรการภาษี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปรับเพิ่มภาษีอีก 2.5% จากเดิม 10% จะไม่รุนแรงนัก เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยกว่า 50% หรือราว 1,600 รายการ ที่อยู่ในบัญชี Annex ยังได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังเป็นสินค้าจำเป็นต่อห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาเทคโนโลยีของสหรัฐ ทำให้ยังมีโอกาสรักษาการเติบโตได้

