สันติธาร ชี้ไทยต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ฝ่าคลื่นยักษ์ใหม่ 3 ระลอก
‘สันติธาร’ ชี้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักลงทุน ดันแรงงานไทยโตไปกับธุรกิจ มองไทยต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ฝ่าคลื่นยักษ์ในโลกใหม่ 3 ระลอก
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand Next….” ในงานสัมมนา “Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ว่าปัจจุบันนักลงทุนต่างประเทศกำลังมองโลกที่เน้นความมั่นคง และไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดนักลงทุนได้ ทั้งด้านอิเล็กทรอนิกส์ เอไอ ดาต้าเซนเตอร์ เศรษฐกิจสีเขียว และโรบอติกส์ โดยปีที่แล้วดึงดูดการลงทุนได้ราว 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ดึงดูดการลงทุนได้ถึง 1.01 ล้านล้านบาท
ดร.สันติธาร กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่โลกใหม่ โลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว นี่คือน่านน้ำใหม่ที่เกมเปลี่ยน เราเปลี่ยนจากโลก Efficiency First หรือโลกที่เราค้าขายกับคนที่ถูกที่สุด ขายกับผู้บริโภคที่ยอมจ่ายแพงที่สุด มีกฎกติกากลางพหุภาคี ไม่ตั้งกำแพงภาษีใส่กัน ไม่รบกัน นั่นคือโลกที่เราอยู่มานาน แต่โลกใหม่คือโลก Security First โลกที่เน้นเรื่องความมั่นคงซึ่งผูกแน่นกับเรื่องเศรษฐกิจ
“เราอาจไม่ซื้อจากคนที่ถูกสุด หากเราไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้เขาจะเป็นซัพพลายเออร์ให้เราหรือเปล่า เราอาจไม่ขายให้ตลาดที่ใหญ่ เพราะเราไม่รู้จะโดนกำแพงภาษีพรุ่งนี้หรือเปล่า เราต้องกระจายความเสี่ยง ความยืดหยุ่นเป็นโจทย์ใหญ่ เป็นความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการปรับตัว ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องความมั่นคง” ดร.สันติธาร กล่าว
ดร.สันติธาร กล่าวว่า ประเทศไทยจะทำนโยบายตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำนโยบายเชิงรุกไปพร้อม ๆ กันด้วย โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เราจะต้องฉกฉวยโอกาสนั้น เพื่อพัฒนาคนไทย และ SMEs ไทยให้ได้ประโยชน์ไปด้วยกัน ผ่านการถ่ายทอดความรู้ของธุรกิจที่เข้ามาลงทุนสู่แรงงานไทยด้วย
“เราต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ฉกฉวยโอกาสที่การลงทุน FDI ทั้งหลายกำลังเข้ามาสู่ประเทศไทย เราต้องตั้งคำถามว่าการลงทุนเหล่านี้ นอกเงินที่เข้ามาแล้วคนไทย SMEs ไทยได้ประโยชน์แค่ไหน เราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแค่ไหน นี่คือความพยายามในช่วงน้ำขึ้นให้รีบตัก ในช่วงที่การลงทุนเข้ามา ต้องคุยกับนักลงทุนว่า ถ้าคุณต้องการคนของเราในการทำธุรกิจ คุณช่วยจับมือสร้างคนของเราได้ไหม ดีไซน์หลักสูตรกับมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างคนที่คุณต้องใช้ ในขณะเดียวกันก็สร้างคนที่เก่งขึ้นให้ไทยด้วย” ดร.สันติธารกล่าว
ดร.สันติธาร มองประเทศไทยเป็นเรือลำหนึ่ง ซึ่งกำลังเจอความท้าทายอย่างมาก ใน 3 มิติ ได้แก่
1.เครื่องยนต์เริ่มช้าลง
ดร.สันติธาร กล่าวว่า ไทยกำลังเดินหน้าด้วยเครื่องยนต์เก่า คนวัยทำงานลดลง จีดีพีที่เคยเติบโตได้ 5-6% ตอนนี้เติบโตได้ไม่ถึง 3% แรงงานที่หดหายไปเรื่อย ๆ ลดจีดีพีไปถึง 1% เราต้องพัฒนาคนให้เก่งขึ้นในสิ่งเดิมที่เราเก่งอยู่แล้ว แต่อีกสิ่งคือเราต้องเดินตามอุตสาหกรรรมแห่งอนาคต และตามโลกให้ทัน เช่น เอไอ เศรษฐกิจสีเขียว สุขภาพ ต่อยอดจุดแข็งเดิมกับอุตสาหกรรมใหม่ที่โลกต้องการ
2.จุดเปราะบางของเรือ
ดร.สันติธาร มองว่ารอยร้าวของเรือ คือความมั่นคงทางพลังงานของไทย ไทยนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงสุดในเอเชีย และไทยใช้พลังงานเยอะมากเพื่อสร้างจีดีพี 1% แต่ศักยภาพด้านพลังงานของเรากลับต่ำ ทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเราแปรผันตามกับความมั่นคงทางพลังงานด้วยเช่นกัน
3.คลื่นยักษ์จากโลกใหม่ 3 ระลอก
ดร.สันติธาร กล่าวว่า เรากำลังเจอกับคลื่น 3 ระลอก จากโลกใหม่ คือพลังงานแพง ของแพง และกำลังซื้ออ่อนแรง โดยเงินเฟ้อไทยขณะนี้อยู่ที่ 2.9% แต่อาจเห็นได้เห็นเงินเฟ้อ 4-5% ก็ได้ ทั้งธุรกิจและคนจะเจอกับ ภาวะ Double Squeeze หรือการถูกบีบ 2 ทาง คือต้นทุนสูง แต่ขายได้น้อยลง รวมไปถึงหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 87% ของจีดีพี
ดร.สันติธาร กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาส เรามีทางเลือกว่าจะส่งต่อเรือลำนี้สู่คนรุ่นใหม่อย่างไร จะขับเรือที่มีเครื่องยนต์เก่าหรือเปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์ใหม่
“แม้จะเป็นยุคที่ท้าทายมาก แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาส เราจะส่งผ่านเรือแบบไหนให้คนรุ่นต่อไป เรามีทางเลือกว่าจะใช้ฝีมือขับเรือผ่านคลื่นลมไปให้ได้ แต่ยังใช้เครื่องยนต์เก่า กันชนผุพัง ที่นั่งไม่มีสำหรับทุกคน แล้วส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ไปตายดาบหน้า หรือเราจะใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส เปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์ใหม่ วิ่งได้เร็วและไปไกล อุดรอยรั่วด้านความั่นคงทางพลังงานไม่ให้เป็นจุดอ่อนอีกต่อไป” ดร.สันติธารกล่าว


