สภาพัฒน์ประกาศจีดีพี Q2 โต 1.9% ชะลอจากพิษราคาพลังงาน ปรับคาดการณ์ทั้งปี’69 เพิ่มเป็น 2.2%
สภาพัฒน์ประกาศจีดีพีไตรมาส 2 โต 1.9% ชะลอจากผลกระทบราคาพลังงาน ปรับคาดการณ์ทั้งปี’69 เพิ่มเป็น 2.2% เดิม 2.0% ด้านการลงทุนภาคเอกชนสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส-คาดไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้น
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ขยายตัวช่วง 2.0-2.5% ค่ากลางการประมาณการที่ 2.2% จากจีดีพีปี 2568 ที่ 2.4%
นายดนุชากล่าวว่า ในไตรมาส 2 เครื่องชี้ทั้งหมดชะลอตัว แต่การส่งออกและการลงทุนขยายตัวดี โดยการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% เฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5%
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เมื่อตัดผลทางฤดูกาลออกจะเห็นว่าหดตัวลง 0.2% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยภาพรวมนั้น เครื่องชี้หลายตัวชะลอลงจากไตรมาส 1 แต่การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกยังขยายตัวได้ดี ขณะที่การนำเข้าก็ยังสูงขึ้นเช่นกัน จากการนำเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรและวัตถุดิบ สำหรับผลิตเพื่อส่งออกในช่วงถัดไป รวมทั้งเร่งนำเข้าในสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นายดนุชากล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในเครื่องจักรเครื่องมือ และเครื่องใช้สำนักงาน ขณะที่การก่อสร้างชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า ทั้งการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงงานที่ขยายตัวทุกไตรมาสตั้งแต่ปี 2567 แต่ไตรมาสที่ 2 นี้ หดตัวลง 0.3%
“การลงทุนภาคเอกชนในการสร้างโรงงานมีการเร่งการลงทุนมาตั้งแต่ปี 2567 เพราะฉะนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่โรงงานต่าง ๆ ก่อสร้างเสร็จแล้ว และเริ่มเอาเครื่องจักรไปติดตั้ง ซึ่งสอดรับกับการนำเข้าเครื่องจักร” นายดนุชากล่าว
ขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง 1.6% จาก 9.4% ไตรมาสก่อน จากการเบิกจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่หดตัว 12.2% และการลงทุนรัฐบาลยังขยายตัว 4.9% ด้านรัฐวิสาหกิจชะลอการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ทำให้เบิกจ่ายช้าลง ซึ่งจะต้องเร่งเบิกจ่ายภาครัฐวิสาหกิจให้มากขึ้นในช่วงถัดไป
สำหรับการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 12.4% สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รถกะบะยังขยายตัว ขณะที่รถยนต์นั่งหดตัว
ขณะที่การนำเข้าค่อนข้างสูงมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยในไตรมาสที่ 2 นี้ขยายตัว 24.2% เร่งขึ้นจาก 21.4% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่มีการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบ ทั้งจากตะวันออกกลางและประเทศอื่น รวมถึงนำเข้าชิ้นส่วนแผงวงจรค่อนข้างสูง เพื่อผลิตและส่งออกต่อไป
“การนำเข้าที่สูง ทำให้การส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น พอ net แล้ว อาจไม่ได้มีผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมากนัก และยังติดลบอยู่” นายดนุชากล่าว
ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดลง 3.8% ต่อเนื่องจากลดลง 2.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายรับนักท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นราว 5.3 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ขยายตัวราว 10.2%
อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส จากการนำเข้าสูงและราคาทองคำและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ในไตรมาส 2 จึงได้รับกระทบนี้ ทำให้ดุลการค้าและดุลบริการติดลบ โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2548 เกิดขึ้นทั้งสิ้น 4 ครั้ง จากสถานการณ์นอกประเทศ
“ดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นจากราคาทองคำและราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงเป็นหลัก หากตัดราคาน้ำมันและทองคำออก จะทำให้เกินดุลการค้าอยู่ที่ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ดุลบริการเป็นผลจากนักท่องเที่ยวลดลง และค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก” นายดนุชากล่าว
ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวช่วง 2.0-2.5% ค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2% ต่อเนื่องจาก 2.4% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน การขยายตัวการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน การขยายตัวการส่งออกสินค้า และแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 1.2% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก การชะลอตัวมากกว่าคาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ผลกระทบของเอลนีโญต่อภาคเกษตร และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ที่ด้อยลง
“สิ่งที่ต้องแก้คือ NPL ของ SMEs อยู่ที่ 9% ของสินเชื่อทั้งหมด ประกอบกับสินเชื่อธุรกิจ SMEs ในสาขาสำคัญยังลดลง เช่น สาขาการผลิต การก่อสร้าง การขายปลีก ขายส่ง และที่พักแรมยังปรับตัวลดลงอยู่ ภาคการเงินจะต้องดูแล SMEs อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายดนุชา กล่าว
สำหรับแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคช่วงที่เหลือของปี 2569 คือ การดูแลการผลิตภาคเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตกร ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมเรื่องน้ำและปุ๋ยยูเรีย, การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออก โดยเฉพาะมาตรการภาษีสหรัฐ, การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน จาก Thailand FastPass และการรักษาประโยชน์จา Data Center, การรักษาแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง
“เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี แม้ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 1.9% ครึ่งแรกของปี ขยายตัวได้ 2.4% ดังนั้นในช่วงครึ่งหลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งการลงทุนภาครัฐ รักษาระดับการลงทุนภาคเอกชนให้ต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งออกด้วย” นายดนุชากล่าวและว่า ที่ผ่านมาได้เตรียมการผ่านการช่วยเหลือค่าครองชีพ และเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป
ทั้งนี้ในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีกว่าไตรมาสที่ 2 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ดังนั้นในช่วงถัดไปเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าทั้งปีโตได้ 2.2%

