New Normal อันเปราะบางของช่องแคบฮอร์มุซ
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : ธนธัช ศรีสวัสดิ์
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้
ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อและไม่มีทีท่าจะยุติ กลุ่มประเทศตะวันออกกลางได้เร่งปรับตัวเพื่อฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกโดยลดการพึ่งพาเส้นทางหลักเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ท่อขนส่ง West-East ของซาอุดีอาระเบีย การส่งออกผ่านท่อไปยังเมือง Fujairah ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) การถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือ (Ship-to-Ship Transfer) รวมถึงการลำเลียงน้ำมันผ่านเส้นทางเลียบชายฝั่งโอมาน โดยปิดสัญญาณระบุตำแหน่งเรือ หรือที่เรียกว่า Dark Traffic เพื่อหลบเลี่ยงการตกเป็นเป้าโจมตี
ด้วยความพยายามเหล่านี้ เราประเมินว่าอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางที่หายไปในช่วงแรกของสงครามมากกว่า 10-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ได้ฟื้นตัวกลับมาแล้วบางส่วน จนเหลือปริมาณอุปทานที่ขาดหายไปราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังถือเป็นความเสียหายที่ใหญ่กว่าวิกฤตน้ำมันหลายครั้งในอดีต
เมื่อผนวกกับการระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ของสหรัฐ และการที่จีนลดการนำเข้าน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประเทศส่วนใหญ่ นอกเหนือจากสหรัฐ และจีน สามารถจัดหาน้ำมันได้ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกกลับมาอยู่ในภาวะสมดุลมากขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าสมดุลดังกล่าวยังเปราะบางมาก เนื่องจากกลไกที่ช่วยพยุงตลาดอยู่ทั้งหมดล้วนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Inherently Temporary Measures) ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง อย่างคลังน้ำมันสำรองของสหรัฐ และจีน ก็มีขีดจำกัดและกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เส้นทางขนส่งทางเลือกต่าง ๆ ยังตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญว่า ความขัดแย้งจะไม่ยกระดับขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา หรือสร้างความเสียหายโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับกำลังเคลื่อนไปในทิศทางตรงกันข้าม สงครามที่ยืดเยื้อได้ลุกลามไปสู่การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ขณะที่มีรายงานว่ากลุ่มฮูตีสามารถโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียได้สำเร็จ และยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐ และอิหร่านจะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาในเร็ว ๆ นี้ ทำให้สมมติฐานที่ Wall Street เคยคาดว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดภายในไตรมาส 3/2026 ต้องถูกทบทวนใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันหลายสำนักวิจัยเริ่มให้น้ำหนักกับภาพของ “New Normal” มากขึ้น โดยมองว่าความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่สภาวะปกติเช่นเดิมลดน้อยลง ขณะที่ประเทศในภูมิภาคมีแนวโน้มต้องปรับตัวเพื่ออยู่กับความขัดแย้งในระยะยาว ผ่านการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติม การพัฒนาเส้นทางขนส่งทางเลือก และยังต้องพึ่งพาการเดินเรือโดยหลบซ่อนต่อไป
ภายใต้บริบทดังกล่าว สถาบันการเงินและบริษัทวิจัยหลายแห่งทยอยปรับประมาณการราคาน้ำมันสิ้นปีจากระดับราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นสู่ช่วง 90-95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สอดคล้องกับที่เราเคยประเมินไว้
ในมุมมองของเรา ราคาน้ำมันดิบที่เหมาะสม (Fair Value) ในระยะสั้นยังอยู่ในช่วง 100-110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หากพิจารณาถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไร้ทางออกชัดเจน เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้อาจยืดเยื้อกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เมื่อวิเคราะห์ถึงทางออกในระยะยาว ที่ดูเป็นไปได้เพียงสองแนวทาง ได้แก่ สหรัฐสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่านได้อย่างเด็ดขาดจนเกิดรัฐบาลชุดใหม่ที่เป็นมิตรต่อชาติตะวันตก หรืออีกทางหนึ่งคือสหรัฐตัดสินใจลดบทบาทและถอนตัวออกจากภูมิภาค เนื่องจากต้นทุนการรักษาอิทธิพลในระยะยาวไม่คุ้มค่า ซึ่งจะเปิดทางให้อิหร่านกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย
เราประเมินว่าความเป็นไปได้ของกรณีหลังมีมากกว่า ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากส่วนเพิ่มด้านความเสี่ยง (Risk Premium) ที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนอย่างเต็มที่ ดังนั้น ความเสี่ยงของราคาน้ำมันในช่วง 1-2 ปีข้างหน้ายังคงเอนเอียงไปในด้านขาขึ้น และโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างมีนัยสำคัญยังถือว่าค่อนข้างจำกัด
ด้วยเหตุนี้เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) ในสินทรัพย์ทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน รวมถึงหุ้นในกลุ่มพลังงาน ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นรัฐบาลสหรัฐไม่น่าจะปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงได้ง่ายนัก เนื่องจากกำลังเข้าสู่โค้งสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางสมัย โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้ก่อนหน้านี้ ทั้งการระบายน้ำมันจากคลังสำรอง SPR เพิ่มเติม หรือการส่งสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเจรจา มีแนวโน้มจะถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้ง ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็ยังไม่มีท่าทีอ่อนข้อเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้เราจึงคาดว่าตลาดน้ำมันจะยังเผชิญความผันผวนสูงในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า

