ธปท.เร่งแก้ ‘เอสเอ็มอี’ ติดกับดัก เร่งออก 3 มาตรการ คาดปี 2570 สินเชื่อกลับมาบวก
ธปท.ชี้เอสเอ็มอีไทยติดกับดักเข้าถึงสินเชื่อ แม้กลุ่มศักยภาพสูง 30% แรกเข้าถึงสินเชื่อเพียง 21% เตรียม 3 กลไก Credit Portal-ค้ำประกันสินเชื่อ–Alternative Data คาดปีหน้าสินเชื่อเอสเอ็มอีกลับมาบวก
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap ร่วมมองทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2027 จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอี คิดเป็น 99.5% ของหน่วยธุรกิจทั้งหมดในประเทศ หรือประมาณ 3.28 ล้านราย เป็นแหล่งจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน คิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งหมด มีมูลค่าเศรษฐกิจ 1.73 ล้านล้านบาท
ซึ่งการที่เอสเอ็มอีไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของจีดีพีไทยลดลงเรื่อย ๆ หลังเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง จากเดิมโต 7.3% ก่อนปี 2540 เหลือ 5.3% หลังโควิด 3.7% -2.4% ส่วนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.3%
สำหรับภาพรวมเอสเอ็มอีมีสินเชื่อติดลบตัวต่อเนื่องมา 16 ไตรมาส แม้มีโครงการออกมากระตุ้นก็ยังติดลบ เนื่องจากปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ อีกทั้งเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพดีที่สุด 30% แรก ยังสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้แค่ 21% แตกต่างจากผู้ประกอบรายใหญ่ขอสินเชื่อได้ถึง 63% ซึ่งเมื่อกู้ได้น้อยทำให้ได้โอกาสได้น้อย
อีกทั้งเอสเอ็มอีที่ตั้งใหม่ 5-10 ปีแรก จะได้สินเชื่อน้อยมาก นอกจากแบงก์เห็นความเสี่ยงสูงมากแล้ว เรื่องอายุการจัดตั้ง ประวัติเครดิต มีเรื่องมีผลสำคัญมาก ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวด้วยความสามารถในการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ เงินทุนของเอสเอ็มอีพบว่าส่วนใหญ่พึ่งพาระบบสถาบันการเงิน 66% ส่วน 34% พึ่งพากู้เงินนอกระบบสถาบันการเงิน และอีก 10.5% มาจากนายทุน/วงแชร์ โดยเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เกินครึ่งจะเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ ดังนั้นการเข้าถึงสินเชื่อจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถ ซึ่งพบว่าเอสเอ็มอีที่เข้าถึงสินเชื่อ อัตราการอยู่รอดในปีที่สาม จะอยู่ที่ 93% ส่วนที่ไม่เข้าถึงสินเชื่อ 75% ส่วนอัตราการอยู่รอดปีที่ 5 จะอยู่ที่ 87% ส่วนที่ไม่เข้าถึง 65%
นายวิทัยกล่าวต่อว่า ธปท. กำลังดำเนิน 3 มาตรการหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ประกอบด้วย 1.โครงการ Credit Portal โดยเป็นแพลตฟอร์มตลาดกลางที่จับคู่ระหว่างเอสเอ็มอีที่ต้องการสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ช่วยแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านข้อมูล ทำให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพหรือมีหลักประกันสามารถได้รับข้อเสนอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น วางแผนจะเปิดตัวในเดือน ธ.ค.ปีนี้ และจะขยายผลในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า 2570
2.กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ โดยการยกระดับจากโครงการทดสอบ Credit Boost มาจัดทำเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อถาวรอายุ 5 ปี โดยใช้เงินสมทบจากสถาบันการเงินเอกชน ไม่ใช้วงเงินงบประมาณภาครัฐ พร้อมตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าระบบจะเสร็จเรียบร้อยในไตรมาส 1 และเริ่มใช้ในช่วงต้นปีหน้า
3.โครงการ Alternative Data Exchange Bureau เป็นโครงการเชื่อมโยงข้อมูลทางเลือกจากภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ประวัติการโอนเงินและชำระเงิน เพื่อนำมาใช้ประเมินรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของเอสเอ็มอี และกลุ่มผู้ไม่มีรายได้ประจำ ซึ่งเป็นการเสริมจากการตรวจเครดิตบูโร (NCB) ที่เน้นดูเฉพาะประวัติการชำระหนี้ในอดีต
คาดว่าจะเริ่มใช้ในช่วงกลางปีหน้า 2570 หรือปลายปีหน้า ซึ่งประเมินว่าเมื่อผลักดันโครงการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะผลักดันทำให้สินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลับมาขยายตัวบวกได้ในปี 2570
ห่วงน้ำท่วมขยายวงกว้าง
นายวิทัยกล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมว่า ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการรายย่อยเอสเอ็มอี โดย ธปท. กำลังประเมินมูลค่าความเสียหายและผลกระทบที่แท้จริง ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์มีความยืดเยื้อและขยายพื้นที่กว้างกว่าที่ประเมินไว้ และมีผลกระทบต่อจีดีพีของประเทศ มีทั้งกลุ่มคนที่ต้องกู้เงินเพื่อมาซ่อมแซมบ้าน ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นมาส่วนหนึ่ง
โดย ธปท.จึงมีการประสานงานกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในการเร่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
“impact มีแน่นอนจากน้ำท่วม เนื่องจากสถานการณ์ทอดยาวกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรกนิดนึง และวงอาจจะกว้างขึ้น โดยอยู่ระหว่างการประเมิน ทำให้มีผลกระทบต่อ GDP บ้างแน่นอน แล้วก็คนที่ต้องไปกู้มาเพื่อมาซ่อมแซม และแน่นอนอาจจะมีคนหนี้เพิ่มขึ้นบ้าง ทั้งหมดนี้พยายามจะขอความร่วมมือกับทั้งแบงก์พาณิชย์ แล้วก็แบงก์รัฐนะครับ ให้ลงไปช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบ”

