CLICX เปิดสินเชื่อวันแรก คนแห่สมัคร ถกสนั่นปม ‘บิดหนี้’
ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ชื่อของ “CLICX (คลิกซ์)” คงพอจะคุ้นหูคุ้นตาผู้อ่านกันบ้าง ในฐานะเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) หรือธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา เจ้าแรกของประเทศไทย ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเริ่มดำเนินการแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ล่าสุด CLICX กลับมาเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังจากเปิดให้บริการสินเชื่อเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ในชื่อ “สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้” และมีผู้เข้าไปสมัครสินเชื่อเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน มีความพยายามของคนบางกลุ่มที่ต้องการกู้แล้ว “บิด” หรือไม่ชำระคืนหนี้ หลังจากทำสินเชื่อและเบิกวงเงินแล้ว กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปในหลากหลายแง่มุม ทั้งเรื่องการตั้งใจไม่ชำระหนี้ ความน่ากลัวของการถูกติดตามหนี้ จนถึงการตั้งคำถามถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งประเทศไทย ยังคงเผชิญปัญหานี้มาต่อเนื่อง
รู้จัก CLICX (อีกครั้ง)
ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด ชวนทำความรู้จัก CLICX อีกครั้ง ว่าเป็นใคร ทำอะไร และประกอบธุรกิจถูกกฎหมายหรือไม่ ?
ธนาคารคลิกซ์ (CLICX) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 5,000 ล้านบาท (อ้างอิงจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาแล้วเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568
โดยโออาร์ (OR) เอไอเอส (AIS) และธนาคารกรุงไทย (Krungthai) ได้จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ชื่อว่า ‘บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด’ เพื่อถือหุ้นในธนาคารคลิกซ์ ในสัดส่วน 95% (โดยในภายหลัง สัดส่วนการถือหุ้นโดย HoldCo จะเป็น 99.99%)
สำหรับ ‘ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง’ มีสัดส่วนการถือหุ้นของ 3 บริษัท คือ ADVANC 39% KTB 41% และ OR 20%
ทั้งนี้ ธนาคารคลิกซ์ ได้รับอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นมา
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จุดแข็งของโครงสร้างพันธมิตรกลุ่มนี้ มองว่าเป็นกิจการค้าร่วม (Consortium) ที่แข็งแกร่ง และตอบโจทย์เป้าประสงค์ของนโยบายรัฐ ในการจัดตั้ง Virtual Bank และตอบโจทย์เรื่องการบรูณาการโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สามารถตอบโจทย์ ผู้ให้บริการทางการเงินในระบบ แต่อาจยังได้รับบริการที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่ม Underserved และกลุ่ม Unbank ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงผู้ให้บริการในระบบ เพราะติดอุปสรรค
อย่างไรก็ดี เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทั้ง Technology และ Beyond Banking และ Ecosystem ในการเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจ
“เรามองว่าพันธมิตรทั้ง 3 ราย เป็นจุดแข็งในเชิงโครงสร้าง แต่ในแง่ของธุรกิจก็สามารถมี Business Partnership ต่อได้ โดยทั้ง 3 รายมีทั้งความแข็งแกร่ง และความสามารถในการตอบโจทย์เป้าประสงค์ของนโยบายการตั้ง Virtual Bank นี้ได้”
เจาะรายละเอียด “สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้”
ขณะที่สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้ ซึ่งเป็นบริการใหม่ล่าสุดของ CLICX ชูจุดเด่นเรื่องการสมัคร ที่สมัครผ่านแอป อนุมัติใน 5 นาที เลือกไม่ใช้เอกสารได้ ไม่ต้องใช้สลิปหรือ Statement ก็สมัครได้
จนถึงการใช้วงเงินที่สามารถเลือกผ่อนได้ทั้งรายสัปดาห์/รายเดือน ดอกเบี้ยถูกลง เมื่อทํารายการผ่อนชําระที่มีความเสี่ยงตํ่า เช่น จ่ายบิล/เติมเงิน AIS และใช้วงเงินได้หลากหลาย เบิกเงินเข้าบัญชี CLICX Save จ่ายบิล เติมเงิน หรือชำระค่าสินค้าและบริการได้
อีกหนึ่งจุดเด่นของสินเชื่อดังกล่าว คือ เปิดให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกให้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) จากพาร์ตเนอร์ ทั้งธนาคารกรุงไทย (Krungthai), โออาร์ (OR) และเอไอเอส (AIS) เพื่อช่วยพิจารณาวงเงิน และเพิ่มโอกาสในการขยายวงเงิน หรือจะเลือกเลือกอัปโหลดเอกสารเพิ่มเติมได้ เพื่อช่วยให้พิจารณาวงเงินได้เหมาะกับคุณมากยิ่งขึ้น
สำหรับสินเชื่อ CLICX พร้อมใช้ จะแบ่งออกเป็น 2 ผลิตภัณฑ์ย่อย คือ
สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้ เบสิก (Basic) – วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน
สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้ โปร (Pro) – วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 60 เดือน
- รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/เดือน จะได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้
- รายได้ตั้งแต่ 30,000 บาท/เดือนขึ้นไป จะได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้
เงื่อนไขของบริการสินเชื่อ CLICX พร้อมใช้
คุณสมบัติผู้สมัคร : ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 20-59 ปี และมีบัญชีเงินฝาก CLICX Save
เกณฑ์รายได้ : มีรายได้ขั้นต่ำ 5,000 บาท/เดือน
การใช้งานวงเงิน : สามารถใช้วงเงินเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการได้เต็ม 100% ส่วนการเบิกถอนเป็นเงินสดจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของลูกค้าตามเงื่อนไขของธนาคาร
อัตราดอกเบี้ย : 13% – 25% ต่อปี โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า (Risk-based Pricing)
อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระ : หากค้างชำระ จะคิดดอกเบี้ยจากอัตราปกติสูงสุดที่ระบุในสัญญาบวกเพิ่มอีก 3% ต่อปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 25% ต่อปี คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงค้างแบบรายวัน
รูปแบบการผ่อนชำระ : สามารถเลือกกำหนดรอบชำระได้เองทั้งแบบ รายเดือน หรือ รายสัปดาห์ ให้สอดคล้องกับรายรับของตนเอง โดยระบบจะคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก
ใช้ Alternative Data สร้างโอกาสการเงิน
ย้อนกลับไปในช่วงแรก ๆ CLICX อธิบายถึงการนำข้อมูลต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า โดยระบุว่า ได้พัฒนาระบบและองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ตั้งแต่การใช้ AI จนถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานจริง และการใช้ Alternative Data-Open Data ตามนโยบายของแบงก์ชาติ เพื่อทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น และนำไปสร้างแบบจำลองการประเมินเครดิตแบบใหม่ที่นำข้อมูลทางเลือกมาใช้เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีกว่าแบบจำลองปัจจุบัน
อีกหนึ่งส่วนสำคัญ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของแบงก์ชาติในการเปิด Virtual Bank คือ เรื่องการสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม (Financial Inclusion) โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระ พนักงานจบใหม่ แม่ค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการรายย่อย ที่อาจมีข้อจำกัดด้านเอกสารรายได้ ประวัติทางการเงิน หรือรูปแบบรายได้
โดยการมีข้อมูลทางเลือกที่ช่วยให้เห็นภาพพฤติกรรมจริงของผู้คนในระบบนิเวศ ที่สามารถสร้างความเข้าใจลูกค้าได้ชัดกว่า ช่วยให้สามารถประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าได้ดีขึ้นเหล่านี้ทำให้มองเห็นภาพของลูกค้าในมิติใหม่ แม้จะไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินโดยตรง ลดปัญหาหนี้นอกระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นการให้ความรู้ทางการเงินและสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีผ่านแนวคิดการเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral Finance) ในการส่งเสริมการออมเงินเพื่อสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีและความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
โลกออนไลน์ กับกระแส “เตรียมบิด”
ทันที่ที่ CLICX เปิดให้บริการสินเชื่อดังกล่าว บนโลกออนไลน์มีการพูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องการอนุมัติสินเชื่อที่บางคนได้รับการอนุมัติ แม้จะมีประวัติเครดิตไม่ดี หรือไม่ได้มีข้อมูลทางการเงินมากเท่ากับผู้ที่เป็นพนักงานประจำ บ้างก็เริ่มปลุกกระแสการกู้แล้ว “บิด” ไม่ใช้หนี้ที่ได้กู้ยืมมา
เรื่องดังกล่าว นำไปสู่การตั้งคำถามในหลายประเด็น ตั้งแต่พฤติกรรมของการเป็นหนี้ การมองปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศ จนถึงการแชร์ความเห็นในเรื่องการติดตามทวงถามหนี้ ที่หลาย ๆ คนแชร์ความเห็นว่า ทีมกฎหมายของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของ CLICX มีความแข็งเรื่องเรื่องการติดตามหนี้ จนถึงการฟ้องร้องยึดทรัพย์จากกรณีหนี้เสีย
ในประเด็นนี้ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สอบถาม “สุพร สุนทรโลหิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLICX ได้รับการยืนยันว่า “เตรียมการรับมือเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว”
จับสัญญาณ Virtual Bank
ก่อนหน้านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้นำเสนอมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ถึงเรื่องของตลาด Virtual Bank ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นในประเทศไทย
สรัชดา ศรทรง นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคาร บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) กรณีที่ CLICX Bank เริ่มให้บริการก่อนอาจไม่ได้เปรียบอีก 2 รายนัก เพราะขึ้นอยู่กับโมเดลการดำเนินการมากกว่า โดยในต่างประเทศจะมี 2 โมเดล คือ 1.เน้นหาเงินฝากและสร้างรายได้ต่อยอด และ 2.ใช้ฐานลูกค้าเดิมในการขายผลิตภัณฑ์ต่อเลย อย่างไรก็ดี ธปท.กำหนดว่า เมื่อ Virtual Bank ให้บริการรับฝากเงินด้วย หากเกิดปัญหา ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ในระยะเวลา 5 ปีแรก จะต้องมี Exit Plan พร้อมรับมือ โดยผู้ถือหุ้นหลักต้องซัพพอร์ต เพื่อไม่ให้ผู้ฝากเงินได้รับผลกระทบ
“อิมแพ็กต์ของการทำ Virtual Bank อาจทำให้ผลประกอบการของบริษัทแม่โตลดลง 1-3% แต่ไม่กระทบกับผลประกอบการรวมของบริษัทแม่ เพราะกำไรของแต่ละบริษัทแม่อยู่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผลขาดทุนของ Virtual Bank เบื้องต้นน่าจะน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลกำไรของบริษัทเหล่านั้น”
“นักวิเคราะห์หุ้นแบงก์ KKPS” ชี้ว่า จุดสำคัญที่จะทำให้ Virtual Bank ประสบความสำเร็จหรือทำกำไรได้ คือ 1.การมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว 2.ตลาดยังมีช่องให้เติบโต และ 3.มีผู้กำกับดูแลซัพพอร์ต อย่างในกรณีของไทย ธปท.ก็มีการวางระบบที่ดี ทั้งการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และการอนุญาตให้ใช้ข้อมูลทางเลือกต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสากล
“แต่คิดว่าส่วนที่ ธปท.ค่อนข้างให้ความระมัดระวังคือต้องมีระบบออนไลน์ที่เสถียร รับมือได้หากระบบล่ม เพราะไม่มีการให้บริการที่สาขารองรับ”
อย่างไรก็ตาม Virtual Bank จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการสร้างทางเลือกที่มากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารดั้งเดิม รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้บริการในการทดลองตลาดและหาช่องทางการเติบโตใหม่ แต่ก็มีความเสี่ยง เนื่องด้วยประเทศไทยมีเศรษฐกิจเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ยังคงมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการหนี้เสียอย่างมีระบบ
ความท้าทายของ Virtual Bank คือจะทำอย่างไรให้ผู้ที่ใช้ธนาคารดั้งเดิมเป็นธนาคารหลัก จะหันมาใช้ Virtual Bank เป็นธนาคารหลักได้อย่างไร แต่ทั้งนี้ Virtual Bank ไม่ได้เข้ามา Disrupt ธนาคารดั้งเดิม แต่จะช่วยกระจาย และขยายขอบเขตการให้บริการของธนาคารดั้งเดิมมากกว่า
ขณะที่ “ทริสเรทติ้ง” ชี้ว่า การเปิดตัว Virtual Bank ในไทยนับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิทัศน์ภาคการเงิน โดยผลกระทบในระยะเริ่มต้นต่อธนาคารดั้งเดิมจะยังคงมีจำกัด เนื่องจาก Virtual Bank ต้องใช้เวลาในการขยายขนาดธุรกิจ แต่จะค่อย ๆ เข้ามาเป็นตัวเร่งให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และกดดันให้ธนาคารดั้งเดิมต้องปรับตัว ซึ่งทั้ง 3 ราย ได้แก่ CLICX Bank, BankX และ Ascend Bank ต่างมีจุดแข็งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป
“ทริส” วิเคราะห์ว่า จากที่ธนาคารดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่างธนาคารกรุงไทย (KTB) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ผู้นำตลาดด้านบริการโทรคมนาคม และ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทพลังงานของรัฐ ในแง่ความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ คือทำให้ CLICX มีฐานผู้ใช้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศและมีเครือข่ายจุดให้บริการที่กว้างขวาง แต่ความได้เปรียบหลักที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การผสานพลังข้อมูลเชิงลึก (Data Synergy) ระหว่างพันธมิตร ได้แก่ ฐานลูกค้าที่มหาศาลและความน่าเชื่อถือด้านการทำธุรกรรมของ KTB บวกกับฐานผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมดิจิทัลแบบเรียลไทม์ของ AIS รวมถึงฐานสมาชิกและข้อมูลพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของ OR
ทั้งนี้ “ทริส” ประเมินว่า ในช่วงเริ่มต้น CLICX จะดำเนินกลยุทธ์การเปิดตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาแพลตฟอร์ม และการขยายฐานลูกค้าเพื่อทดสอบโมเดลธุรกิจและกรอบการบริหารจัดการความเสี่ยง
สภาพัฒน์จับตาสินเชื่อ Virtual Bank
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.05% จากหนี้ครัวเรือน -0.19 ในไตรมาส 3 ก่อนหน้า โดยมีมูลค่าหนี้อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86.7% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 86.4% ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อแย่ลงต่อเนื่อง
นายดนุชากล่าวว่า อัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น โดยสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว 4.24% และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 1.76%
ทั้งนี้ คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนแย่ลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.71 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.23% ต่อสินเชื่อรวม ส่วนข้อมูลจากเครดิตบูโร สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.59% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยปรับขึ้นเกือบทุกกลุ่มสินเชื่อ
ขณะที่สินเชื่อค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 4.8 แสนล้านบาท มีสัดส่วนรวม 3.51% เพิ่มจาก 3.09% ไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อยู่ในสินเชื่อกลุ่ม SMLs ต้องเร่งบริหารจัดการไม่ให้กลายเป็น NPLs ในระยะถัดไป
ขณะที่การเกิดขึ้นของ Virtual Bank กลายเป็นหนึ่งประเด็นที่สภาพัฒน์ระบุว่า ต้องให้ความสำคัญในส่วนหนี้ครัวเรือน โดยระบุไว้ว่า การเกิดขึ้นของ Virtual Bank ทำให้สามารถใช้ข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบการให้สินเชื่อ ลดข้อจำกัด และทำให้การให้สินเชื่อมีประสิทธิภาพขึ้น ในขณะที่ข้อเสียคืออาจมีการก่อหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น อาจต้องติดตามการให้สินเชื่อของ Virtual Bank ด้านสินเชื่อออนไลน์จากประเทศจีน ซึ่งจะทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และผู้กู้บางส่วนเข้าวงจรหนี้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ยังพบว่าในประเทศฟิลิปปินส์ สัดส่วน NPLs ของ Virtual Bank สูงกว่าธนาคารดั้งเดิม

