ฟินโนมีนา ชี้วิกฤตเทขาย AI ลามทั่วโลก ลุ้นประธาน ‘เฟด’ ส่งสัญญาณดอกเบี้ยคืนนี้
ชยนนท์ รักกาญจนันท์ CEO-ผู้ก่อตั้ง “ฟินโนมีนา” ระบุวิกฤตเทขาย AI ลามทั่วโลก ฉุดดัชนี KOSPI ดิ่งหนักจนต้องหยุดการซื้อขาย ขณะที่ Nikkei ทรุด 5% มองยังไม่ใช่จุดจบของธีมเทคโนโลยี AI แค่ต่างชาติขายปิดสถานะ-ดึงเงินกลับ ลุ้นประธาน “เฟด” ส่งสัญญาณดอกเบี้ยคืนนี้ผ่านเวทีประชุม IMF-ธนาคารโลก ในประเทศไทย
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา หรือ Mr.Messenger โพสต์เฟซบุ๊ก “Bank Chayanon” ว่า “วิกฤตเทขาย AI ลามทั่วโลก! KOSPI ดิ่งหนักจนต้องหยุดการซื้อขาย – Nikkei ทรุด 5%”
โดยตลาดหุ้นเอเชียวันนี้เจอแรงเทขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิป AI อย่างหนักหน่วง ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่พุ่งสูงเกินคาด (3.7% YoY) และการตั้งคำถามต่อความสามารถในการทำกำไรจริง (Monetization) ของบริษัทใน AI Supply Chain
ทั้งนี้ ในเอเชีย ตลาดเกาหลีใต้โดนถล่มจนถูกสั่งหยุดการซื้อขายอีกวัน ดัชนี KOSPI ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สูง ดิ่งลงแรงถึง -8% จนต้องเปิดใช้นโยบายหยุดการซื้อขายชั่วคราว โดยหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง SK Hynix ร่วงลงเฉียด -11% ส่วน Samsung Electronics ดิ่งลง -9.3% ส่วนหุ้น AI อื่น ๆ ร่วงหนักยิ่งกว่า เช่น Samsung Electro-Mechanics (ผู้ผลิตชิ้นส่วนเซิร์ฟเวอร์ AI) ดิ่ง -15% และ Hyosung Heavy Industries (ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า Data Center) ร่วง -13%
“ถ้านับจากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ KOSPI เคยพุ่งทะลุ 9,300 จุด ราคาหุ้น SK Hynix ปรับตัวลงมาแล้วถึง 58% และ Samsung ปรับลง 44%”
นอกจากนี้ แรงกระแทกลามไปตลาดญี่ปุ่นที่อื่นด้วย โดยดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ร่วงลง -5.3% นำโดย SoftBank Group (ผู้ลงทุนใน OpenAI) ที่ดิ่งลงเกือบ -10% และ Kioxia ร่วง -11% ขณะที่ดัชนี TAIEX (ไต้หวัน) ย่อตัวลง โดย TSMC ปรับลง -2% ก่อนการประกาศงบไตรมาส 3 ส่วนฝั่งจีน ดัชนี CSI 300 ดิ่งลง -1.8% ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 และดัชนี Star 50 ลบกำไรที่ทำมาตลอดทั้งปีออกทั้งหมดวันนี้
นายชยนนท์ชี้ว่า เงินทุนแห่เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Flight to Safety) ชัดเจน โดยตลาดพันธบัตรฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งสะท้อนว่านักลงทุนกำลังโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง 10-Year Treasury Yield ปรับลดลง 9 bps มาอยู่ที่ 5.10%
ขณะที่ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ลดลงมาอยู่ที่ 2.92% ด้าน Dollar Index ชะลอตัวลง 0.6% โดยเงินเยนและเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์
สำหรับ 4 ปัจจัยหลักเบื้องหลัง “การดิ่งลงของกระแส AI” ได้แก่ 1.พิษเงินเฟ้อพลังงานและดอกเบี้ย: ตัวเลข CPI สหรัฐที่พุ่งแตะ 3.7% จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นตามสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงิน (Discount Rate) ยังคงสูง
2.งบการเงิน Anthropic ต่ำกว่าคาด: รายงานผลประกอบการของ Anthropic ที่ต่ำกว่าเป้า เข้ามาตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนว่า “ยอดขายและกำไรจริงจาก AI ยังไล่ตามงบลงทุน (CapEx) ไม่ทัน”
3.การก้าวขึ้นมาของชิปจีน (The CXMT Factor): การประกาศความสำเร็จของ CXMT ในการผลิตชิป DRAM เทคโนโลยี 4F? สร้างความกังวลระยะยาวต่อส่วนแบ่งตลาดและอำนาจการกำหนดราคาของเจ้าตลาดเดิมอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron
4.ความเสี่ยงทางการเมืองจากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ: นักลงทุนเริ่มกังวลว่าหากรัฐบาลสหรัฐ หลังการเลือกตั้งกลางเทอมเปลี่ยนผ่าน อาจนำไปสู่กฎระเบียบการควบคุม AI (AI Regulation) ที่เข้มงวดขึ้น
“ผมมองว่า “นี่ยังไม่ใช่จุดจบของธีมเทคโนโลยี AI” เป็นไปได้ว่า เกิดจากการ “ปิดสถานะและดึงเงินกลับของสถาบันต่างชาติ (Foreign Outflows & Deleveraging)” หลังจากที่ธีม AI มันเป็นธีมที่ร้อนแรงที่สุดธีมเนิงของโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่แม้ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของเทคโนโลยี AI จะยังคงขยายตัวต่อ
แต่ในระยะสั้น ตลาดกำลังปรับสมดุลราคา (Valuation Reset) เพื่อสะท้อนความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยสูงและระยะเวลาการคืนทุนที่ยาวนานขึ้น คืนนี้ สายตาของนักลงทุนทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การแถลงของ Kevin Warsh ประธานธนาคารโลก (เฟด) ณ กรุงเทพฯ ในเช้าวันศุกร์นี้ ว่าจะส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อประคองตลาด หรือจะเดินหน้าสู้เงินเฟ้อต่อ”

