KTB โชว์กำไร Q3/2569 โต 12,582 ล้าน 9 เดือนทรงตัว ตั้งสำรองลด 14%

KTB โชว์กำไร Q3/2569 โต 12,582 ล้าน 9 เดือนทรงตัว ตั้งสำรองลด 14%
ภาพประกอบข่าว

กรุงไทย (KTB) เผยกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาสก่อน แตะ 12,582 ล้านบาท แต่ลดลง 13.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนสินเชื่อขยายตัว 10% แรงหนุนรายย่อย ธุรกิจขนาดใหญ่ และภาครัฐ รายได้ค่าธรรมเนียมโต 6.2% ส่วนกำไรช่วง 9 เดือนอยู่ในระดับทรงตัว พร้อมตั้งสำรอง 20,345 ล้านบาท ลดลง 14.0% จากปีก่อน คุม NPL ที่ 2.93% รักษา Coverage Ratio ไว้ที่ 205.3%

รายงานข่าวจาก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ผลประกอบการของธนาคารกรุงไทยในช่วงไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารอยู่ที่ 12,582 ล้านบาท ลดลง 13.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้านี้ ขณะที่งวด 9 เดือนมีกำไร 37,145 ล้านบาท ลดลง 0.8% รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13% แต่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเติบโต 10% ในช่วง 9 เดือน พร้อมตั้งสำรอง 20,345 ล้านบาท ลดลง 14.0% จากปีก่อน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,582 ล้านบาท สินเชื่อขยายตัว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนหลักจากสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ จากการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ มี NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 2.93% รักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 205.3% ตั้ง Credit Cost ระดับเหมาะสม และติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.5% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เชิงรุก บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 2.44% ธนาคารยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ เพิ่มขึ้น 6.2% จากการเติบโตของธุรกิจ Wealth ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital, Product Innovation และ Distribution

อีกทั้งได้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.4% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขาย ขณะเดียวกัน ธนาคารเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว

สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 2569 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,145 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13% ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของธุรกิจ Wealth การขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation พร้อมจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับ 38.8% ลดลงจาก 40.1% โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยตามฤดูกาล ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม โดยมี credit cost อยู่ที่ 0.98%

อย่างไรก็ตาม ณ 30 กันยายน 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมี อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (%CET1) ที่ 18.66% และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น (%CAR) ที่ 20.70% ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินกองทุน อย่างมีวินัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดสรรเงินทุนให้สอดคล้องกับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอโดยรักษาระดับของ Liquidity Coverage ratio (LCR) อย่างต่อเนื่อง สูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนด

“เศรษฐกิจไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดย K-shape ขาขึ้นกระจุกตัวในภาคการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center ส่วนผลบวกยังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศได้จำกัด รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบ K-shape ขาล่าง โดยเฉพาะข้อจำกัดในการปรับตัวของผู้ประกอบการ SMEs และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งสะท้อนผ่านสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบช่วงปลายเดือน ก.ย.”

ทั้งนี้ ธนาคารมุ่งดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และเดินหน้าดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกตามกลุ่มเป้าหมายและฟื้นฟูศักยภาพทางการเงินอย่างสมดุล และการสนับสนุนมาตรการภาครัฐ อาทิ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” “SMEs Credit Boost” และ “SMEs Secure Plus” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมสนับสนุนการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚