หุ้นลีสซิ่งกำไรพุ่งยกแผง ‘MTC-SAWAD’ โชว์ครึ่งปีโต 2 หลัก
โค้งสุดท้ายการประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว สำหรับหุ้นกลุ่มลีสซิ่ง หรือจำนำทะเบียนรถ ดูแล้วน่าจะทำผลงานออกมาดีกันถ้วนหน้า
MTC โกยกำไร 1,905 ล้านโต 15%
เริ่มจากบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ที่ในงวดไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.66% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่วนครึ่งปีแรกกำไร 3,728 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.84%YoY
“ปริทัศน์ พัชรชัย” ประธานกรรมการบริหาร MTC เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 2/2569 พอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 188,699 ล้านบาท เติบโต 7.95%YoY ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 8,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.70% และ งวด 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 16,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.63% โดยสามารถควบคุมคุณภาพหนี้เสีย (NPL) ไว้ที่ 2.61% ได้

ทั้งนี้ บริษัทเน้นกลยุทธ์ขยายพอร์ตสินเชื่อผ่านเครือข่ายกว่า 8,906 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มที่ยังคงพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ
“ทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มั่นใจว่าพอร์ตสินเชื่อของบริษัทจะสามารถเติบโตได้ประมาณ 10% และสามารถควบคุมสัดส่วน NPL ให้อยู่ในระดับที่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้”
SAWAD กำไรรอบครึ่งปีพุ่ง 22%
ขณะที่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.25% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ขณะที่ 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 3,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.40%YoY โดยอัตรากำไรสุทธิในไตรมาส 2 อยู่ที่ 32.19%
โดย “ธิดา แก้วบุตตา” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร SAWAD กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2/2569 บริษัทมีการบริหารค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหาร 1,758 ล้านบาท ลดลง 4.87%QoQ ขณะที่งวด 6 เดือนอยู่ที่ 3,606 ล้านบาท ลดลง 11.03%YoY สะท้อนผลจากการปรับโครงสร้างสาขาและการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
“บริษัทสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงด้านเครดิตได้อย่างเหมาะสม โดยต้นทุนทางการเงินในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1,312 ล้านบาท ลดลง 9.08%YoY โดยภาพรวมพอร์ตสินเชื่อ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายพอร์ตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีผลตอบแทนสูงและมีหลักประกันรองรับ โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมีลูกหนี้คงเหลือรวม 95,805 ล้านบาท”
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 “ธิดา” กล่าวว่า จะเข้าสู่ช่วง High Season ของ SAWAD จากความต้องการสินเชื่อและการใช้สภาพคล่องของลูกค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าการดำเนินธุรกิจจะขยายตัวต่อเนื่องตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะความต้องการสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก
ขณะเดียวกันบริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจนายหน้าประกันภัยอย่างต่อเนื่อง โดยงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขายประกัน 738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.19%YoY
“บริษัทยังเดินหน้านำ Digital Transformation มาใช้ในการให้บริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานและอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า โดยโครงการ e-KYC และ Mobile Lending Platform ได้เริ่มทยอยเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และจะขยายการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริหารสินเชื่อใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตในระยะยาว ซึ่งในครึ่งปีหลังบริษัทยังเดินหน้าต่อยอดสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านระบบ Locked Phone โดยร่วมมือกับเจ้าของแบรนด์และตัวแทนจำหน่ายกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ”
SAK ครึ่งปีกำไรสุทธิโต 3.4%
ด้าน บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK ช่วงไตรมาส 2/2569 บริษัทสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ โดยทำรายได้รวม 883 ล้านบาท เติบโต 2.7% และกำไรสุทธิ 225 ล้านบาท เติบโต 4.4%YoY ขณะที่ผลงานครึ่งปีแรก 2569 พอร์ตสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 14,877 ล้านบาท ทรงตัว (-0.2%YoY) โดยมีรายได้รวม 1,686 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4%YoY
โดย “ศิวพงศ์ บุญสาลี” กรรมการผู้จัดการ SAK เปิดเผยว่า เกษตรกรและประชาชนทั่วไปยังคงเลือกใช้บริการ SAK เพื่อเสริมสภาพคล่องและต่อยอดการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยสินเชื่อทะเบียนรถเพื่อการเกษตรและสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันเติบโตโดดเด่น จากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนภาคเกษตรกรรมที่พุ่งสูงขึ้นสอดรับกับช่วงฤดูกาลเพาะปลูก
“นอกจากนี้ จากการที่เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำ ส่งผลให้กลุ่มสินเชื่อโซลาร์ (Solar) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”
ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนหลักจากการขยายสาขาบนทำเลที่มีศักยภาพอีก 35 สาขา จาก 1,079 สาขา เป็น 1,114 สาขา ครอบคลุม 48 จังหวัด เพิ่มโอกาสเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มที่มีศักยภาพเติบโตสูงแต่มีความเสี่ยงต่ำ นอกจากนี้ บริษัทสามารถควบคุม NPL อยู่ในระดับ 2.7% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เทียบกับระดับ 2.6% ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี
“ศิวพงศ์” กล่าวว่า ด้านแผนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง บริษัทมุ่งขยายพอร์ตในกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกันมั่นคงและความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ สินเชื่อทะเบียนรถ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงสินเชื่อที่ดิน ที่ยังคงเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันที่มีมูลค่าและสภาพคล่องในการบริหารความเสี่ยงที่ดี
“มั่นใจว่าปีนี้จะผลักดันพอร์ตสินเชื่อทั้งปีแตะ15,500-16,000 ล้านบาท เติบโต 8-10% ตามเป้าหมาย”
TK กำไรไตรมาส 2 กลับมาโต
ฟาก บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ผู้ให้บริการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รายใหญ่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 231.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% กำไรสุทธิ 39.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6%YoY กลับมาเติบโตทั้งรายได้และกำไร ขณะที่ครึ่งปีแรกมีรายได้รวม 454 ล้านบาท กำไรสุทธิ 63 ล้านบาท
โดย “ปฐมา พรประภา” กรรมการผู้จัดการ TK กล่าวว่า หลัง TK เพิ่มการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศ ตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 ส่งผลยอดปล่อยสินเชื่อขยายตัว ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ดันพอร์ตลูกหนี้เช่าซื้อและเงินให้กู้ยืมสุทธิรวม ณ ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 2,138.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.6% จากสิ้นปี 2568
“การกลับมาเติบโตทั้งรายได้และกำไรในไตรมาสนี้ สะท้อนทิศทางการเดินหน้าธุรกิจของบริษัท ที่ชัดเจนต่อเนื่อง หลังจากที่ TK ได้กลับมาเพิ่มการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2568 ภายหลังภาครัฐมีความชัดเจนในแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่ง โดยสินเชื่อเช่าซื้อขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับครึ่งปีหลัง 2569 “ปฐมา” กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าตามเป้าการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 50% จากปี 2568 ภายใต้กลยุทธ์ “เติบโตอย่างมีคุณภาพ” ด้วยการเน้นขยายพอร์ตในกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกัน ครอบคลุม 4 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียน สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักร และสินเชื่อโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงินและควบคุมคุณภาพลูกหนี้ให้พอร์ตเติบโตอย่างแข็งแรง
“ณ ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีสภาพคล่องซึ่งเป็นเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด รวมถึงเงินฝากประจำกับธนาคารและเงินลงทุนรวม 3,086.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นสภาพคล่องส่วนเกินที่บริษัทพร้อมนำมาใช้ปล่อยสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการขยายพอร์ตให้บรรลุเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2569”

