ทิสโก้เปิดแผลเศรษฐกิจไทย ส่งออกโตแต่ผลิตไม่โต เสี่ยง “ซึมยาว” 10 ปี

ทิสโก้เปิดแผลเศรษฐกิจไทย ส่งออกโตแต่ผลิตไม่โต เสี่ยง “ซึมยาว” 10 ปี
ภาพประกอบข่าว

ทิสโก้ห่วงจีดีพีไตรมาส 4 โตแค่ 1.2% ต่ำสุดในรอบปี ชี้ข้อกังวลส่งออกพุ่ง 20% แต่ภาคผลิตโตเพียง 0.1% หลังสินค้าจีนเข้ามาตีตลาด ประเมินเศรษฐกิจไทย เสี่ยงซึมยาว 10 ปี แรงงานลด พึ่งนำเข้าสูง ฉุดศักยภาพโต ส่วนภาพรวมโลกเข้าสู่ยุคหนี้สูง ยีลด์ขาขึ้น แรงหนุนเอไอลงทุน ช่วยดัน S&P 500 มีลุ้นแตะ 8,000 จุด

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ประเมินภาพรวมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 จะเติบโตได้เพียง 1.2% เท่านั้น ต่ำที่สุดในรอบปี เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กำลังซื้อที่ซบเซา ปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้าดึงกำลังซื้อในประเทศ และโจทย์เชิงโครงสร้างประชากรระยะยาว ประกอบกับจีดีพีในปีก่อนมีฐานที่อยู่ในระดับสูง และนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายกับคนละครึ่งพลัสที่รัฐให้งบประมาณสนับสนุน 1,000 บาทในเวลาสองเดือนอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้แรงกระตุ้นที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะต้องมาจากภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสที่สี่ ถือเป็นไตรมาสแรกของงบประมาณในปี 2570 เพื่อทำให้มีเม็ดเงินของภาครัฐในโครงการต่างๆ ออกมากระตุ้น หรือภาครัฐมีการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระดับ 1,000–2,000 บาทต่อคนต่อเดือน อาจช่วยผลักดันให้จีดีพีไตรมาส 4 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% ได้ แต่การจะเร่งให้เติบโตถึงระดับ 3% กว่าเหมือนในปีก่อนยังคงเป็นเรื่องยาก

“กระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มีการประเมินว่ารัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรและทยอยใช้างบประมาณอย่างระมัดระวัง โดยแบ่งงบไว้รองรับช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวซบเซา หรือช่วงโลว์ซีซั้น เช่น ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อไม่ให้งบประมาณหมดไปก่อน”

อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินจีดีพีไทยในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัว 1.2% โดยเซกเตอร์ที่มีความน่ากังวลมากสุดจะเป็นอุตสาหกรรมและการผลิตของไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก แม้ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการส่งออกรวมจะขยายตัวได้ถึง 20% แต่ภาคการผลิตจริงกลับเติบโตเพียง 0.1% เท่านั้น สัญญาณนี้สะท้อนว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศถูกทดแทนด้วยสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

“ไตรมาส 2 จะเห็นว่าส่งออกโตไป 20% แต่ภาคการผลิตโตแค่ 0.1% หมายความว่าของที่เราผลิตใช้เองในประเทศแทบจะไม่โตเลย เราถูกแทนที่ด้วยสินค้าจีน ทุกวันนี้ซื้ออะไรกดในแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้า ก็เจอของจีนอยู่แล้ว ธุรกิจไทยสู้ยาก”

ทางด้านภาคเกษตรกรรมต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากสงครามในต่างประเทศ ซ้ำเติมด้วยปัญหาภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตลดลง ส่วนภาคบริการและการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในไตรมาส 4 เนื่องจากตรงกับช่วง ไฮซีซั่น ประกอบกับมีการจัดกิจกรรม สัมมนา และคอนเสิร์ตใหญ่ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคท่องเที่ยวและบริการ

อย่างไรก็ตามในด้านเสถียรภาพทางการเงินและคลัง หนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปี คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 68% ของจีดีพี ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเพดานวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 70% ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2%–2.4% ช่วยดึงสัดส่วนหนี้เอาไว้ ทำให้ภาครัฐยังพอมีช่องว่างบริหารจัดการก่อนที่จะไปปรับการจัดทำงบประมาณอีกครั้งในงบปี 2571

เตือนเศรษฐกิจซึมยาว 10 ปี

นายเมธัส กล่าวต่อว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายโครงสร้างที่มีการเรียกว่า Japanification หรือ ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อเริ่มฝืดต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง คล้ายกับสถานการณ์ของญี่ปุ่นในช่วงก่อนเข้าสู่ยุค The Lost Decade หรือ ทศวรรษที่สูญหาย แต่ความท้าทายไทยมากกว่า ทั้งประชากรวัยทำงาน ของไทยผ่านจุดสูงสุด (พีค) ไปแล้วและกำลังค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้ในอนาคตจำนวนคนทำงานในประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ และต้องแบกรับภาระภาษีสูงขึ้น

สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทยแตะระดับ 14% เท่ากับญี่ปุ่นแล้ว โดยระยะเวลาห่างกันเพียง 28 ปี อัตราการเกิดต่ำวิกฤต ซึ่งลดต่ำกว่าระดับ 2.0 และต่ำกว่าแนวโน้มของญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่าประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยจะลดลงเร็วยิ่งกว่าญี่ปุ่นในทศวรรษต่อจากนี้ รวมถึงกับดักรายได้ต่ำ

โดยญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 37,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียงประมาณ 20,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งห่างกันเกือบครึ่ง สะท้อนชัดเจนว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ประชาชนและประเทศยังไม่รวย หรือเรียกว่า “แก่ก่อนรวย”

นอกจากนี้ตัวเลขการส่งออกภาพรวมจะดูเติบโตแข็งแกร่งเป็นตัวเลขสองหลัก แต่โครงสร้างภาคการผลิตไทยกลับเกิดภาวะ การส่งออกที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าและชิ้นส่วนสูงขึ้นจาก 48% ในปี 2561 พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 70% ในปัจจุบัน

โดยเมื่อพิจารณาดัชนีการผลิตอุตสาหกรรม (MPI) พบว่ากลุ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบุว่าส่งออกสินค้าเกี่ยวกับเอไอได้ดีนั้น ดัชนีการผลิตจริงกลับอยู่ที่เพียง 71 ลดลงจากปีฐานถึง 30% สะท้อนว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคเหล่านี้เอง ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แม้จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นการลงในดาต้า เซ็นเตอร์ และดิจิทัล ซึ่งมีความต้องการใช้แรงงานต่อทุนลดลง ทำให้ไม่ช่วยเพิ่มการจ้างงานในประเทศ

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ซึมยาว” จนกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี ในการฟื้นฟูศักยภาพการเติบโตมากกว่า 3% กับการฟื้นโครงสร้างประชากร และทำให้อัตราการเกิดใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตให้สูงขึ้นควบคู่กันไป อีกทั้งจำเป็นต้องเร่งนโยบายดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง (High-skilled Foreigners) เข้ามาทดแทนประชากรวัยทำงานที่ลดลง แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญในปัจจุบันคือกฎระเบียบและเงื่อนไขของภาครัฐที่ยังคงตึงตัวและซับซ้อนเกินไป

“เรื่องนี้ 10 ปีในการกลับมาโตสูง ยังกลับยาก นอกจากลงทุนให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศมันสูงขึ้นแล้ว เราต้องแก้ปัญหาเรื่องประชากรด้วย ปัญหาเรื่องประชากรผมคิดว่าแก้ยาก”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทิสโก้ มีการปรับประมาณจีดีพีไทยในปี 2569 มาเป็น 2.1% ในปีนี้ จากวัฎจักรการลงทุนเอไอที่ขยายตัว และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว รวมถึงการส่งออกและการลงทุนของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวกว่าประเมินไว้

ยุคหนี้สูง คาดเฟด บีโอเจ และอีซีบี ปรับขึ้นดอกเบี้ย

นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า เมื่อประเมินโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่รัฐบาลมีภาระหนี้สูงขึ้น หรือ More Debt, Less Fiscal Space สะท้อนผ่านทิศทางบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง โดยสำหรับสหรัฐ แม้หนี้สาธารณะจะอยู่ในระดับสูงกว่า 100% ของ GDP และรัฐบาลยังขาดดุลการคลังประมาณ 6% ของ GDP ต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นวิกฤต เนื่องจากสหรัฐยังมีศักยภาพในการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ฐานะการคลังของสหรัฐมีความเสี่ยงในระยะยาวมาจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ ภาระรายจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น รายจ่ายด้านสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างประชากร และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามระดับหนี้และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรสหรัฐที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้รายจ่ายด้านสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาลและประกันสังคม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กองทุนประกันสังคมมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านเงินทุนในระยะข้างหน้า ส่งผลให้ภาระการคลังของรัฐบาลเพิ่มขึ้น และทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามระดับหนี้และต้นทุนทางการเงิน

สำหรับยุโรป ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดเริ่มกังวลต่อวินัยการคลัง แม้ฝรั่งเศสยังมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี โดยส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสเมื่อเทียบกับเยอรมนีปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงด้านการคลัง

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยุโรปที่มีการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูงและขาดดุลการคลังต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2562-2568 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปี 2568 รัฐบาลยังขาดดุลการคลังประมาณ 5% ของจีดีพี ปัจจัยสำคัญมาจากรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม ทั้งค่ารักษาพยาบาลและการดูแลผู้เกษียณ

ขณะที่ฝรั่งเศสมีภาระภาษีอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้พื้นที่ในการเพิ่มภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐมีจำกัด และอาจเพิ่มภาระต่อภาคครัวเรือนและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ แม้รัฐบาลฝรั่งเศสจะมีแผนลดรายจ่ายและลดการขาดดุลในระยะข้างหน้า แต่ที่ผ่านมาแผนปรับลดรายจ่ายหลายส่วนดำเนินการได้ยาก ทำให้การขาดดุลจริงสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้

ทางด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% ในเดือน ธ.ค. นี้ เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังเร่งตัวขึ้น โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจาก 3 ด้าน ได้แก่ นโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ที่ผลักภาระต้นทุนนำเข้าสู่ผู้บริโภค การลงทุนด้านเอไอ ที่ส่งผลต่อราคาซอฟต์แวร์ ราคาชิปความจำ (Memory Chip) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเงินเฟ้อภาคบริการ ทั้งค่าบริการทางการเงิน ค่าประกันภัย และค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนธ.ค.นี้ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดว่าจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง จนแตะระดับ 1.75% ในช่วงกลางปีหน้า

ชี้โลกหลายขั้ว ลงทุนเอไอพุ่ง บอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับขึ้น

นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ “โลกหลายขั้วอำนาจ” ทำให้ประเทศมหาอำนาจเร่งลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี การผลิต และการค้า ส่งผลให้ความต้องการเงินทุนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของวัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ แต่อีกด้านกลับทำให้ “ต้นทุนของเงิน” หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้นจัดพอร์ตระยะยาวควรสร้างสมดุลระหว่างโอกาสสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง โดยตราสารหนี้ระยะยาวยังทยอยสะสมได้ จากอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจขึ้น แต่ยังไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุน เนื่องจากดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ ตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในช่วงนี้ เนื่องจากมีความผันผวนด้านราคาต่ำกว่า

ขณะที่ สินทรัพย์เสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน ทั้งตราสารทุนและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนของโลก ทั้งเอไอ โครงสร้างพื้นฐาน และการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยสินค้าโภคภัณฑ์ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและกระจายความเสี่ยงของพอร์ต ท่ามกลางความผันผวนจากทั้งเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และอุปทาน

คาดยีลด์ 5% ลุ้น S&P 500 แตะ 8,000 จุด

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) ได้ปรับขึ้นจากระดับ 4% ต้น ๆ มาอยู่ที่ 5% เป็นผลจากค่าชดเชยความเสี่ยง (Term Premium) ที่กลับเข้าสู่ระดับปกติราว 1% ประกอบกับการแข่งขันแย่งชิงเงินทุนระหว่างภาครัฐบาลที่ต้องการงบประมาณเพิ่มเพื่อขยายกองทัพ และภาคเอกชนที่เร่งลงทุนในดาต้า เซ็นเตอร์

ทำให้ประเมินกรณีฐาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 5% ไปจนถึงสิ้นปี แต่ในกรณีเลวร้าย หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ที่เติบโตราว 6% ต่อปี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีโอกาสปรับขึ้นแตะ 6% ได้

“กรณีฐานมองว่าบอนด์ยิลด์น่าจะทรงตัวแล้วที่ 5% แต่ถ้ามองโลกในแง่ร้าย ถ้าเกิดคุมเงินเฟ้อไม่สำเร็จ ไม่สามารถดึงเส้น GDP ลงมาได้ บอนด์ยิลด์ก็มีโอกาสขึ้นไปแตะที่ 6% ได้เหมือนกัน”

สำหรับทิศทางดอกเบี้ย ทิสโก้คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% จากระดับปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 4.25% ภายในสิ้นปีนี้ และจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวไปจนถึงปลายปีหน้า ก่อนทยอยปรับลดลงในปี 2571

ขณะที่ประเด็นที่นักลงทุนกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ระดับ 5% จะกดดันตลาดหุ้นให้ปรับฐานรุนแรงหรือไม่นั้น ผลกระทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ระดับ” แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” ในการปรับขึ้น โดยหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นมากกว่า 0.50% ภายใน 1 เดือน

โอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% และหากปรับขึ้นถึง 180 จุดฐาน (bps) โอกาสปรับฐานจะเพิ่มเป็น 75% หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลาดหุ้นยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ สะท้อนจากช่วงต้นปีที่บอนด์ยีลด์ขยับจาก 4% มาอยู่ที่ 5% แต่ตลาดหุ้นยังสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่อง

“ผลกระทบของบอนด์ยิลด์ต่อตลาดหุ้น จริง ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเลเวล ไม่ได้ขึ้นว่าอยู่ที่ 4 5 หรือ 6% แต่ขึ้นกับว่าการเพิ่มขึ้นของบอนด์ยิลด์มันขึ้นเร็วหรือขึ้นช้า ถ้าค่อย ๆ ขึ้นไม่เป็นไร แต่ถ้ากระชากแรง ๆ ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่จะปรับฐาน”

นอกจากนี้ อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ปรับลดลงจาก 21 เท่า เหลือราว 19 เท่า หรือลดลง 8.5% สะท้อนว่าตลาดรับรู้ความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปมากพอสมควรแล้ว หากบอนด์ยีลด์ทรงตัวที่ 5% ตามคาด ดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปี มีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 7,800-8,000 จุด

AI ยังไม่เข้าขั้นฟองสบู่แตก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจุบันกับวิกฤตฟองสบู่ในอดีต โดยโครงสร้างทางการเงินยังมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเทียบกับวิกฤตหุ้นเทคโนโลยี (Dot-com) ในปี 2543 ขณะนั้นอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดอยู่ที่ประมาณ 25 เท่า ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีอย่าง Cisco อยู่ที่ 120 เท่า และ Microsoft อยู่ที่ 60 เท่า ส่วนปัจจุบัน P/E ของตลาดอยู่ที่ประมาณ 19 เท่า และ Microsoft อยู่ที่ราว 27 เท่า

ขณะที่วิกฤตสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (Subprime) ในปี 2551 เกิดขึ้นท่ามกลางการใช้เงินกู้และภาระหนี้ในระดับสูงของสถาบันการเงิน โดยมีอัตราการก่อหนี้ (Leverage) สูงถึง 30-40 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers) เช่น Amazon, Microsoft, Meta และ Alphabet รวมถึง Nvidia มีอัตราการก่อหนี้ต่ำกว่า 2 เท่า

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังมีฐานรายได้หลักและกระแสเงินสดจากธุรกิจอื่นรองรับการลงทุน เช่น เครื่องมือค้นหาออนไลน์ ธุรกิจโฆษณา และบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ (Cloud) ทำให้ประเมินว่า ความเสี่ยงที่การลงทุนเอไอจะลุกลามเป็นวิกฤตในระบบสถาบันการเงินแบบปี 2543 ยังอยู่ในระดับต่ำ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚