สันติธาร-ผยง ชูพลัง Data สร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย-รากฐานสำคัญกำหนดนโยบาย
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดงาน FPO Symposium 2026 ภายใต้หัวข้อ “Building Resilience: From Vision to Mission จากข้อมูลเชิงลึก สู่ภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ” สะท้อนทิศทางการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ผ่านการใช้ Data เป็นรากฐานสำคัญในการกำหนดนโยบาย ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ และขับเคลื่อนภาคธุรกิจ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2569 ที่มีชื่อว่า FPO SYMPOSIUM 2026 หรือ FPO’s New Horizons: Data in Depth, Reshape Fiscal Policy ข้อมูล … เป็นมากกว่าที่คุณคิด วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30 – 17.00 น. ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ
การเสวนาถ่ายทอดมุมมองผ่านผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตรภาคการเงินและภาคธุรกิจ รวม 4 คน คือ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ภายใต้หัวข้อเสวนา “Building Resilience: From Vision to Mission จากข้อมูลเชิงลึก สู่ภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ” โดยมีนายวีระ ธีระภัทรานนท์ และนางชุติมา พึ่งความสุข เป็นผู้ดำเนินรายการ
การสัมนาถ่ายทอดถึงบทบาทของ “ข้อมูล (Data)” ในการรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่บริบทเศรษฐกิจโลก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลในการบริหารองค์กรและออกแบบนโยบายสวัสดิการที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุน
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดเวทีด้วยประโยคที่ว่า
อนาคตมาถึงแล้ว แต่ไม่ได้มาถึงทุกที่พร้อมกัน”
พร้อมสะท้อนว่า หลังจากประเทศไทยเคยหลุดจากความสนใจของนักลงทุนต่างชาติมาระยะหนึ่ง ปัจจุบันไทยกำลังกลับมาอยู่ใน “เรดาร์” ของนักลงทุนระดับโลกอีกครั้ง จากบริบทภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ดร.สันติธาร อธิบายผ่านแนวคิด “3 S” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกและโอกาสของประเทศไทย ได้แก่ Security, Stability และ S-Curve
มิติแรกคือ Security (ความมั่นคง) โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพด้านต้นทุน (Efficiency First) ไปสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง (Security First) มากขึ้น นักลงทุนทั่วโลกจึงกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนมายังอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นคงทั้งด้านการค้า อาหาร สุขภาพ และพลังงาน
ในบริบทดังกล่าว ไทยถูกมองว่าเป็น “Trusted Connector” หรือ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงทุกฝ่ายเข้าด้วยกันได้ ด้วยจุดยืนที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ทั้งนักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ
ต่อมาคือ Stability (เสถียรภาพ) แม้คนไทยจำนวนมากจะกังวลเรื่องภาระหนี้ของประเทศ แต่ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ไทยยังถือว่ามีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง ทั้งระดับหนี้สาธารณะที่ยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว และเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยยังขาดคือ “S-Curve” หรือ “เครื่องยนต์การเติบโตชุดใหม่” เพราะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 3% ต่อปี ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเติบโตเฉลี่ย 4-7%
ดร.สันติธาร ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตบน 4 เสาหลัก ได้แก่
- Green Economy ทั้งพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- AI และ Digital Economy ซึ่งไทยมีบทบาทสำคัญในฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของ Supply Chain โลก
- การเป็น Trusted Connector ในโลกที่กำลังแบ่งขั้วมากขึ้น
- สังคมสูงวัยและอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยมุ่งยืดทั้ง Health Span หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรง และ Wealth Span หรือช่วงเวลาที่ประชาชนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยาวนาน ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยมีศักยภาพจากระบบสาธารณสุขและบริการด้านสุขภาพ
ดร.สันติธารได้กล่าวเกี่ยวกับสังคมสูงวัยและอุตสาหกรรมสุขภาพว่า
คนรุ่นใหม่เองเนี่ย ตอนนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพ… เขาไม่ได้อยากจะยืด life span ครับ เขาอยากจะยืด Health Span (ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี) กับ Wealth Span (ช่วงเวลาที่มีความมั่งคั่ง) เขาอยากจะสุขภาพดีไปจนช่วงท้ายชีวิต และอยากจะหาเงินได้จนถึงช่วงท้ายชีวิตด้วย”
พร้อมทั้งกล่าวเสริมถึงการประคองปัจจุบันควบคู่การลงทุนในอนาคตไว้ว่า
ตอนนี้ประเทศไทยต้องบอกว่าอยู่ในช่วง transition ที่ต้องทำ 2 อย่างพร้อมกัน คือผมใช้คำว่า ต้องประคองวันนี้ และลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้… ทำยังไงที่จะประคองคนวันนี้ให้ได้มากที่สุด โดยที่ทรัพยากรมีจำกัด เพราะฉะนั้นเรื่องของการ targeting ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”
Data Foundation รากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า หัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมาก แต่คือการสร้าง “Data Foundation ที่มีคุณภาพ”
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของภาครัฐในปัจจุบันคือ “นิยามของข้อมูล” ที่แต่ละหน่วยงานใช้ไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นความหมายเดียวกัน เช่น คำว่า “กิน” “รับประทาน” หรือ “หม่ำ” ก็อาจถูกบันทึกแตกต่างกัน ส่งผลให้ระบบข้อมูลไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายผยง กล่าวว่า การสร้าง Data Foundation อาจฟังดูเป็นแนวคิดที่สวยงาม แต่ในทางปฏิบัติ
“รายละเอียดคือสิ่งที่ยากที่สุด”
เขาเสนอว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลทุกอย่างมาไว้ที่ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว (Centralized Data) แต่ควรสร้าง “สะพาน” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ให้สามารถดึงข้อมูลมาประมวลผลเฉพาะเมื่อจำเป็น ก่อนส่งคืนไปยังเจ้าของข้อมูลเดิม โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การออกแบบ Data Architecture และการทำ Data Cleansing เพื่อให้ข้อมูลสะอาด เป็นมาตรฐาน และสามารถใช้งานร่วมกันได้
ในประเด็นนี้ นายผยงยกตัวอย่างแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ว่า ทำหน้าที่เป็นเพียง Data Processor หรือผู้ประมวลผลข้อมูล ขณะที่เจ้าของข้อมูล (Data Owner) ยังคงเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นต้น
อีกเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนา Digital Public Infrastructure ผ่านระบบอย่างพร้อมเพย์ และ Digital ID เพื่อดึงประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Inclusion) ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถออกแบบบริการและสวัสดิการที่ตอบโจทย์ประชาชนแต่ละคนได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย
โกลบอลเฮ้าส์ใช้ Data บริหาร 12,600 คน ด้วย HR เพียง 6 คน
นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล โดยระบุว่า โกลบอลเฮ้าส์เริ่มดำเนินโครงการลดการใช้กระดาษ (Paperless) มาตั้งแต่ปี 2548 ก่อนย้ายระบบขึ้นสู่ Cloud อย่างเต็มรูปแบบในปี 2563
ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานมากกว่า 12,600 คน กระจายอยู่กว่า 100 สาขา แต่ใช้บุคลากรฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่สำนักงานใหญ่เพียง 6 คน โดยอาศัยระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชัน Agile ให้พนักงานสามารถจัดการเรื่องการลา เช็กอิน ดูสลิปเงินเดือน รวมถึงการฝึกอบรมผ่านโทรศัพท์มือถือได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ บริษัทยังนำ AI มาใช้ตั้งแต่กระบวนการสัมภาษณ์พนักงานใหม่ ไปจนถึงการบริหารจัดการซัพพลายเออร์รายย่อย ผ่านระบบจ่ายเงินแบบ Real-time วันละ 2 รอบ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น ผู้ให้บริการขนส่งสินค้า
นายวิทูรยังอธิบายถึงวิธีการดูแลซัพพลายเออร์รายย่อยของเขาว่า
ถ้าเป็นรถที่เป็นรายเล็กเนี่ย… เราจ่ายเงินวันหนึ่ง 2 ครั้ง เที่ยงกับหนึ่งทุ่ม เพราะเราไม่อยากจะไปดึงเงินของคนตัวเล็ก เพราะดึงยังไงผมก็คิดว่าบริษัทไม่ได้ดีขึ้น มีแต่คนตัวเล็กจะลำบาก เพราะฉะนั้นถ้าเราจ่ายเงินเขาเร็วเนี่ย เราคิดว่าเขาก็จะทำงานให้เราได้เร็วขึ้นด้วย”
สำหรับผู้ประกอบการ SME นายวิทูรมองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่จำเป็นต้องลงทุนจำนวนมาก แต่ควรเริ่มจากปัญหาที่องค์กรเผชิญอยู่จริง หรือ Pain Point และค่อยๆ พัฒนาไปทีละขั้น เปรียบเสมือน
“กินข้าวทีละคำ”
เขาเอ่ยถึงเคล็ดลับสำหรับผู้นำองค์กรดังนี้
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป กินข้าวทีละคำนะครับ… แต่ว่าถ้าจะ implement พร้อมกันทั้งระบบเนี่ย ผมว่าอันนั้นไม่สามารถจะทำให้เสร็จได้ และสิ่งที่สำคัญนะครับก็คือ ถ้าหัวหรือเบอร์ 1 เนี่ย ไม่พาทำ ผมบอกเลยว่าตั้งไปเหอะทีมงานทำ แต่คุณจะไม่สำเร็จครับ”
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้นำองค์กรต้องลงมือขับเคลื่อนด้วยตนเอง เพราะหากผู้บริหารสูงสุดไม่ได้เป็นผู้ผลักดัน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ
สศค. ใช้ Data ปฏิรูปสวัสดิการ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน
ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์กำลังเปลี่ยนแนวทางการออกแบบสวัสดิการของภาครัฐ จากการช่วยเหลือแบบเหมารวม ไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
สศค. เปรียบเทียบการดูแลประชาชนด้วยแนวคิด “เขียว-เหลือง-แดง” โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเปรียบเสมือนผู้ป่วย “สีแดง” ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วน
บัตรสวัสดิการมันคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น… แต่หลายคนเข้าใจว่ามันคือการรักษาเดียว”
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การช่วยเหลือคนสีแดงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องป้องกันไม่ให้ประชาชนกลุ่มสีเขียวและสีเหลืองเข้าสู่ภาวะวิกฤต และในขณะเดียวกันต้องช่วยให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มสีแดงสามารถฟื้นตัวจนพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
การดำเนินงานดังกล่าวอาศัยข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือข้อมูลจากระบบ e-Donation เพื่อประเมินสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประชาชน โดยพบตัวอย่างข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการบางรายกลับมียอดบริจาคเงินให้วัดผ่านระบบ e-Donation เป็นหลักแสนบาท ซึ่งสะท้อนว่าการใช้ข้อมูลหลายมิติช่วยให้การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ในระยะต่อไป สศค. มุ่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” ให้ประชาชน ผ่านการส่งเสริมการออม โดยเฉพาะบัญชีการออมดิจิทัล T-SIA เพื่อให้ประชาชนมีเงินออมรองรับความเสี่ยงในอนาคต ลดการพึ่งพาสวัสดิการของรัฐในระยะยาว และเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากผู้ช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเกิดวิกฤต
ดร.วินิจ ยังกล่าวถึงการปรับตัวของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองว่า ได้พัฒนาองค์กรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยมีฝ่ายทรัพยากรบุคคลเพียง 6 คน ดูแลบุคลากรราว 300 คน ผ่านการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลในลักษณะเดียวกับภาคเอกชน
ตลอดการสัมมนาดังกล่าว ผู้ร่วมเสวนาทั้งจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ต่างสะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า “ข้อมูล” ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรขององค์กรหรือภาครัฐอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดนโยบาย ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาคธุรกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้ประเทศสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน

