ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ไทยได้ 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank

ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ไทยได้ 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank
ภาพประกอบข่าว

ประธานสมาคมธนาคารไทย ชู 3 โอกาสไทยจากเวที IMF-World Bank ทั้งได้เรียนรู้จากผู้นำ ผู้นำในโลกได้เรียนรู้จากไทย รวมถึงการฉายแนวคิดของคนไทยที่มีส่วนกำหนดทิศทางและเป็นผู้นำทางความคิดของโลก ย้ำคนไทยควรภาคภูมิใจ ชี้โจทย์ใหญ่ต้องเร่งปฏิบัติให้เกิดผล

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศใน 3 มิติ ได้แก่ 1. ประเทศไทยได้เรียนรู้จากผู้นำระดับโลก 2. ผู้นำโลกได้เรียนรู้จากไทย และ 3. การสร้างความรู้จักและความเข้าใจระหว่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสที่ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม นำประเด็นที่เป็นวาระสำคัญของประเทศไปนำเสนอและแลกเปลี่ยนให้ประชาคมโลกได้เรียนรู้ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดของคนไทยมีส่วนในการกำหนดทิศทางและเป็นผู้นำทางความคิดของโลก (Thought Leader) ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยควรภาคภูมิใจ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายภาคส่วนทั่วโลกยังกล่าวชื่นชมการต้อนรับอย่างอบอุ่นของประเทศไทย (Hospitality) โดยนางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความประสงค์อยากให้มีการจัดงานในประเทศไทยทุกปี ขณะที่เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็แสดงความยินดีที่เห็นประเทศไทยจริงจังกับการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าแผนการดำเนินงาน (Roadmap) และกรอบแนวทางการพัฒนา (Blueprint) ที่ประเทศไทยขับเคลื่อนในหลายมิติ สอดคล้องกับแนวทางที่ประชาคมโลกยอมรับ

ขณะเดียวกันการประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้โดยตรงจากผู้นำทางความคิดระดับโลก (Thought Leader) จากหลากหลายภาคส่วน โดยหลายคนถ่ายทอดแนวคิดและความมุ่งมั่น (Passion) ออกมาอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้บทพูดที่เตรียมไว้ (Unscripted) ขณะเดียวกัน หลายปัญหาที่ IMF และธนาคารโลกนำเสนอ เช่น ความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของรายได้ ยังสะท้อนสถานการณ์ที่สอดคล้องกับตัวเลขของประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะนำความรู้และข้อคิดเห็นจากเวทีดังกล่าวไปต่อยอด เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและกิจกรรมความร่วมมือ (Engagement and Activities) ให้เกิดขึ้นต่อเนื่องในประเทศไทยและภาคธุรกิจไทย

นายผยงกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยให้การประชุมครั้งนี้เป็นเพียงกิจกรรมที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบไป (One-off) เนื่องจากมีองค์ความรู้จำนวนมากที่ต้องกลับไปทบทวนและถอดออกมาเป็นบทเรียน ทั้งภาคสื่อมวลชน ภาควิชาการ และภาคการวิจัย รวมถึงการนำไปต่อยอดผ่านการหารือทวิภาคีระหว่างประเทศ และความร่วมมือในระดับอาเซียน

สำหรับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับนั้น ในเวทีประชุมให้ความสำคัญกับทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป โดยมีการหารือถึงทรัพยากรที่รัฐบาลแต่ละประเทศมีอยู่ โดยเฉพาะพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน โลกในอนาคตจะเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและมีความไม่แน่นอนสูง (Uncertain) หลายเรื่องที่วางแผนไว้แล้วอาจต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์

ประเทศและภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเรียนรู้จากผู้นำระดับโลกในเวทีขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยาก แม้แต่การเดินทางไปเรียนรู้จากสถาบันอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) หรือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้นำหลากหลายภาคส่วนในวงกว้างเช่นเดียวกัน จึงควรนำสิ่งที่ได้จากการประชุมไปศึกษาและต่อยอดอย่างจริงจัง

สำหรับโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่จากต่างประเทศนั้น มีโอกาสสูง เนื่องจากการประชุมทำให้นักลงทุนและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศได้เข้ามาสัมผัสประเทศไทยด้วยตนเอง ทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมรายอื่น การพบปะผู้ประกอบการโดยตรง และการเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ อีกทั้งศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนความพร้อมในการรองรับการจัดงานระดับนานาชาติ หลังได้รับการปรับปรุงใหม่ (Refurbish) อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการต่อยอดโอกาสจากการประชุมให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องหลังจากงานสิ้นสุดลง

“การเข้ามาสัมผัสพื้นที่จริงช่วยให้นักลงทุนตรวจสอบได้ว่าข้อมูลและภาพที่ประเทศไทยนำเสนอไปก่อนหน้านี้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้พบเห็นหรือไม่ อีกทั้งผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนไม่เคยเดินทางมาไทยมาก่อน ขณะที่บางส่วนไม่ได้มาเป็นเวลา 3 ปี 5 ปี หรือแม้แต่ 10 ปี จึงเป็นโอกาสให้ได้เห็นพัฒนาการและความพร้อมของประเทศไทยอีกครั้ง”

นายผยง กล่าวต่อว่า ความท้าทายสำคัญภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนงานต่อเนื่อง โดยกรอบ REINVENT THAILAND มีความชัดเจนและเกิดจากความร่วมมือ (Collaboration) ระหว่างภาคเอกชน 3 สถาบันหลักภาครัฐ ทั้งสภาพัฒน์ฯ ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนด้านวิชาการและข้อมูล (Technical Agency) แนวทางดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการที่ภาครัฐนำ REINVENT THAILAND ไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 รวมถึงการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลกภายใต้แนวคิด New Horizon และการจัดเวที Bangkok Business Summit ซึ่งนำเสนอแนวทางในบริบทของประเทศไทยและอาเซียน โดยทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันและต้องเร่งนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง (Execute)

“โจทย์สำคัญหลังการประชุมคือการลงมือทำและสานต่อความร่วมมือ เพื่อให้แผนงานและแนวทางที่ประเทศไทยนำเสนอสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚