‘ดร.อมรเทพ’ CIMB อ่านเทรนด์เงินบาท-เศรษฐกิจสงครามจบ-เฟดส่งซิกขึ้นดอกเบี้ย

‘ดร.อมรเทพ’ CIMB อ่านเทรนด์เงินบาท-เศรษฐกิจสงครามจบ-เฟดส่งซิกขึ้นดอกเบี้ย
ภาพประกอบข่าว

สถานการณ์โลกดูจะคลี่คลายขึ้นในมุมที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากภาวะความขัดแย้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ จากการที่สหรัฐปิดดีลสันติภาพกับอิหร่านลงได้ และมีการลงนามข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบล่าสุดก็เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ แม้ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย แต่ก็มีสัญญาณไปทางที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ถึงแนวโน้มข้างหน้าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมุมค่าเงินบาท และอื่น ๆ

เฟด Hawkish ส่งซิกขึ้นดอกเบี้ย

“ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประธานเฟดคนใหม่โทนออกมาเป็นทาง “Hawkish” หรือ “สายเหยี่ยว” จากการที่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนและตรงประเด็น ว่าต้องการคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ พร้อมกับรักษาการจ้างงานของสหรัฐ

“ตอนนี้เงินเฟ้อยังไม่ถึงกรอบ ซึ่งเขาบอกว่าต้องพยายามให้เต็มที่ นั่นหมายถึงการมองเรื่องของดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่สูง ทำให้ตลาดตีความให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้มากขึ้น”

ลุ้นสู้รบยุติ-เปลี่ยนมุมมองเฟด

อย่างไรก็ดี การประชุมเฟดรอบนี้ใช้ Data Dependent (ตัดสินใจตามข้อมูลที่ได้รับ) ซึ่งจะใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยังไม่ได้รวมเรื่องดีลสหรัฐกับอิหร่านที่เพิ่งตกลงกันได้ล่าสุด ที่มีการลงนามสันติภาพเข้ามาพิจารณามาก ดังนั้นหากดีลสันติภาพนี้จบได้ แล้วราคาน้ำมันลดลงมากกว่า การประชุมเฟดรอบหน้าตัวเลขต่าง ๆ ก็จะเริ่มออกมา แล้วก็จะมีความชัดเจนขึ้น

“ตอนนี้ตลาดคิดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย อาจจะเดือน ก.ย. ปีนี้ครั้งหนึ่ง แล้วอีกครั้งเดือน ม.ค. ปีหน้า เพราะว่าเงินเฟ้อมาแรง สัญญาณออกมาในเชิงเหยี่ยว คนกังวล หุ้นตก แต่เนื่องจากยังไม่รวมผลของการสงบศึกในอิหร่าน ผมว่ากว่าจะประชุมครั้งต่อไปในช่วงปลายเดือน ก.ค. ก็คงเห็นพัฒนาการหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้น รอบหน้าก็อาจจะเปลี่ยนมุมมองได้”

คาด กนง. คงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี

ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศ “ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า เชื่อว่าการตัดสินใจดอกเบี้ยของเฟดไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งต่อไป (24 มิ.ย.) เพราะ กนง.น่าจะดูภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังไม่ดี ต่างจากสหรัฐ ดังนั้นเชื่อว่าคงยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เพราะอัตราเงินเฟ้อไทยก็มาจากอุปทานเป็นส่วนใหญ่

“ผมคิดว่า กนง.ครั้งต่อไปก็คงดูสถานการณ์ ประเมินกันก่อน ก็น่าจะดูเรื่องพัฒนาการของราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งก็คงคงดอกเบี้ย แต่ก็ต้องติดตามดูว่าจะสื่อสารอะไร และอาจจะรอดูผลของมาตรการทางการคลังที่ออกมาด้วย”

ทั้งนี้ “ดร.อมรเทพ” คาดว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% เท่าเดิมตลอดทั้งปี เพราะมองว่าเงินเฟ้อของไทยมาจากฝั่งอุปทาน จากราคาน้ำมัน ซึ่งเงินเฟ้อยังอยู่ในทิศทางที่จะขยับขึ้นจากปีที่แล้วอยู่ เพียงแต่อาจจะไม่ได้ขึ้นรุนแรงมากนัก รวมถึงมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว

“เรื่องดอกเบี้ยต้องมอง 2 มุม โดยมุมดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่ปัจจัยน่ากังวลนัก แต่จะมีเรื่องยีลด์ ที่จะปรับตัวในทิศทางเดียวกับยีลด์ของสหรัฐ โดยเฉพาะการที่ตลาดกังวล แล้วทำให้ยีลด์ปรับตัวขึ้น ก็อาจจะเห็นการลงทุนในพันธบัตร มีทั้งการเทขาย การสวิตช์จากตราสารหนี้ออกไป ทำให้นักลงทุนอาจจะขาดทุน จากการลงทุนในบอนด์อายุ 10 ปีหรือบอนด์ระยะยาวได้ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนก็ต้องลดการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว มาลงระยะสั้น 3-5 ปี ก็ยังน่าสนใจอยู่”

มองเทรนด์ค่าเงินบาททรงตัว

“ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนจะคลี่คลายในแง่ประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะเป็นปัจจัยเชิงบวกสำหรับค่าเงินบาท การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่น่าจะเป็นปัญหาหลัก แล้วความกังวลก็น่าจะปรับดีขึ้น โดยเงินบาทน่าจะกลับมาทรงตัวหรือแข็งค่า แต่ปัจจัยเชิงลบที่เข้ามาต้านก็คือการที่เฟดส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย ระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่า

“ผมยังเชื่อว่าราคาน้ำมันมีผลมากกว่า หมายความว่าแนวโน้มเงินบาทน่าจะอยู่ในระดับทรงตัว มากกว่าจะแข็งหรืออ่อนค่าแรง โดยผมคิดว่าความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นตัวกดดันได้อยู่ แต่ไม่น่าจะรุนแรงมากนัก ซึ่งเรามองค่าเงินบาทจะแกว่งตัว 32.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์”

ห่วงเอสเอ็มอีแบกต้นทุนอ่วม

ทั้งนี้ “ดร.อมรเทพ” กล่าวด้วยว่า เมื่อพูดถึงต้นทุนกลุ่มที่น่าห่วงคือ เอสเอ็มอี เพราะการที่ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแล้วทำให้ราคาพลาสติก รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ขึ้นตาม แต่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถขยับราคาสินค้าขึ้นได้ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี ดังนั้นเอสเอ็มอีก็ยังเดือดร้อนอยู่ในวันนี้

“ผมว่าช่วงนี้อาจจะต้องติดตามกัน ว่าถ้าเศรษฐกิจ เงินเริ่มหมุนมากขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรืออะไรต่าง ๆ ก็ต้องมาจับตากันว่าผู้ประกอบการจะเริ่มสามารถขยับราคาขึ้นกันได้ไหม ซึ่งหากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่การฉวยโอกาส แต่เป็นการสะท้อนภาพต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น”

หวั่นงัด ม.301 บี้ภาษีทุบส่งออก

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง “ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะยังดูสถานการณ์ อย่างไรก็ดีในช่วงครึ่งปีหลังนอกจากเรื่องอิหร่านแล้วที่หากคลี่คลายได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกันยังมีเรื่องสงครามการค้าที่ต้องให้น้ำหนักมากขึ้นด้วย เพราะการเก็บภาษีตามมาตรา 301 ของสหรัฐกำลังจะออกมา ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อภาคการส่งออกของไทยที่คาดว่าจะชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง

“ถ้าส่งออกเริ่มแย่ แต่นำเข้ายังสูง ที่อาจจะเป็นการนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งมาพร้อมกับ FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่จะทำให้ดุลการค้าของเราขาดดุล ดังนั้นก็ต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศที่ยังเป็นตัวฉุดอยู่”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚