ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย ก.ย. 2.6 หมื่นล้าน ฉุด SET ร่วง 2.3% แต่ 9 เดือนยังซื้อสุทธิ 2.48 หมื่นล้าน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยเดือน ก.ย. 2.63 หมื่นล้านบาท กด SET ปิดที่ 1,559.01 จุด ลดลง 2.3% แต่ยอดซื้อสุทธิสะสม 9 เดือนยังอยู่ที่ 2.48 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันพุ่ง 62.6% แตะ 7 หมื่นล้านบาท
นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือนก.ย. 2569 ดัชนี (SET Index) ปิดที่ระดับ 1,559.01 จุด ลดลง 2.3% จากเดือนก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยตลอดเดือนก.ย. ดัชนีเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,600 จุดเป็นส่วนใหญ่ ก่อนเผชิญแรงขายในช่วงปลายเดือน จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ รวมถึงปัจจัยต่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน
โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แรงกดดันเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อยู่ในระดับสูง และกระทบต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย
สำหรับการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในเดือนก.ย. พบว่ามียอดขายสุทธิ 26,328 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสม 24,856 ล้านบาท สะท้อนว่าแม้จะมีแรงขายออกมาในช่วงเดือนล่าสุด แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังคงเป็นการซื้อสุทธิ
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงสุดในตลาดหุ้นไทย โดยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายถึง 57% ของตลาด รองลงมาเป็นนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 29.1% บริษัทหลักทรัพย์ 7.2% และนักลงทุนสถาบันในประเทศ 6.7%
ด้านมูลค่าการซื้อขายในเดือนก.ย. ตลาด SET และ mai มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 70,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนภาพรวม 9 เดือนแรกของปี มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 69,942 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุน โดย Fitch Ratings ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็น “Stable” หรือมีเสถียรภาพ พร้อมคงอันดับเครดิตที่ BBB+

นอกจากนี้ การลงทุนภายในประเทศยังขยายตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการภาครัฐ ทั้งการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการส่งเสริมการลงทุน เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ส่วนผลตอบแทนรายกลุ่มอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน พบว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยีเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ขณะที่เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และทรัพยากร ยังคงให้ผลตอบแทนสูงกว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทย
สำหรับระดับมูลค่าหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนก.ย. อัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า (Forward P/E) อยู่ที่ 13.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 12.9 เท่า ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรย้อนหลัง (Historical P/E) อยู่ที่ 14.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 15.2 เท่า
ด้านอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 4.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 2.9% สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในด้านผลตอบแทนจากเงินปันผลเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ในเดือนก.ย. จำนวน 1 บริษัท ได้แก่ บริษัท ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FLE
ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในเดือนกันยายนอยู่ที่ 546,158 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 17.9% จากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการซื้อขาย SET50 Index Futures และ Single Stock Futures ขณะที่ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 543,371 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 28.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปตลาดหุ้นไทยยังต้องติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย และ Bond Yield ในต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย และแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่เหลือของปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุน


