ตรึงดอกเบี้ยไทยต่ำสุดโลกเท่าญี่ปุ่น เงินบาทอ่อนข่าวดี ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

ตรึงดอกเบี้ยไทยต่ำสุดโลกเท่าญี่ปุ่น เงินบาทอ่อนข่าวดี ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’
ภาพประกอบข่าว

ธปท. จับตาค่าเงินบาทใกล้ชิด ตั้งแต่ต้นปีอ่อนค่า 5.7% ผู้ว่าฯวิทัย แจงดอกเบี้ยต่ำ 1% ช่วยประคองเศรษฐกิจฟื้น เผยดอกเบี้ยไทยเท่ากับ“ญี่ปุ่น” ต่ำสุดอันดับ 2 ของโลก สวนทางดอกเบี้ยโลก ดร.อมรเทพ
ชี้บาทอ่อนค่า ข่าวดี“ส่งออก-ท่องเที่ยว” “ดร.สันติธาร” ชี้หมดยุค “เงินง่าย-เงินถูก” ของโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา กนง.มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% ต่อปี โดยคณะกรรมการมีความเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง

“วิทัย” คงดอกเบี้ยต่ำฟื้น ศก.

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ กนง.คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% ต่อปีเป็นไปตามที่ยืนยันมาตลอดว่า ธปท.มีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงิน โดยดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลัก ซึ่งอัตราดอกเบี้ย 1.00% ถือว่าต่ำมาก ถ้าเทียบกับโลกในตอนนี้ ไทยต่ำสุดเป็นอันดับ 2 รองจากสวิตเซอร์แลนด์ (0%) และเท่ากับญี่ปุ่น

“เราต้องการใช้ดอกเบี้ยนโยบายในการเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ปลายทางก็คือต้องการให้เศรษฐกิจดีขึ้น รายได้มากขึ้น เป็นการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากกว่าเดิมในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป”

สำหรับวิกฤตราคาน้ำมันอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นบ้างในช่วงสั้น โดยเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นในเดือน ต.ค.-พ.ย. นี้ และคาดว่าเดือน เม.ย. 2570 ก็น่าจะลดลง โดยเงินเฟ้อปีนี้จะยังอยู่ในกรอบที่ 2.8% และปีหน้าอยู่ที่ 1.4% แต่อาจมีบางเดือนที่สูงขึ้นไปบ้าง

นายวิทัยตอบคำถามว่าจะตรึงดอกเบี้ยถึงสิ้นปีหรือไม่ว่า กนง.จะตัดสินใจเป็นครั้ง ๆ ไป โดยอิงกับข้อมูลที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วตลอดเวลา หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากขึ้นดอกเบี้ย เพราะกระทบเศรษฐกิจ แต่หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้จำเป็นต้องปรับขึ้นก็ต้องปรับ

ส่วนประเด็นความกังวลสหรัฐขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสูงขึ้นส่งผลให้เงินไหลออก นายวิทัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกับสหรัฐสูงมาตลอด โดยส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เงินบาทอ่อน ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่ามาประมาณ 5% ขณะที่อินโดนีเซียอ่อนประมาณ 8% ในภูมิภาคก็แตกต่างกันไปเฉพาะ

“ปีที่แล้วบาทแข็งเยอะผู้ส่งออกก็ไม่สบายใจ ตอนนี้บาทอ่อน ก็เป็นไปตามเทรนด์ของตลาด เพราะว่าแนวโน้มสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยที่เซอร์ไพรส์เข้ามา ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงที่เรายังโอเค” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว และว่า จากตัวเลขส่งออกเดือน พ.ค. ออกมาดีมาก ทำให้ ธปท. ประเมินจีดีพีปีนี้ที่ 2.3%

จับตาบาทอ่อนพร้อมเข้าดูแล

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ธปท.ติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และเข้าไปดูแลหากผันผวนเกินควร โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 24 มิ.ย. เงินบาทอ่อนค่าไป 5.7% แต่ไม่ได้นำภูมิภาค โดยยังมีเกาหลีใต้และอินโดนีเซียที่ค่าเงินอ่อนกว่าไทย การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทกับสกุลภูมิภาคยังไปในทิศทางเดียวกัน ชี้ว่าเงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเป็นสำคัญ

“เงินบาทอ่อนค่าเร็วมาสักระยะ ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีท่าทีที่ Hawkish (สายเหยี่ยว) กว่าคาด ส่งสัญญาณว่าจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ฉะนั้นการที่ประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำก็จะมีประเด็นมากกว่าคนอื่น และช่วง 2-3 วันนี้มีประเด็นชั่วคราว จากฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นค่อนข้างใหญ่ แต่เป็น One Time ทำให้เงินบาทถูกเทขายด้วย”

“ภาพรวมยังไม่มีประเด็นอะไร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นความผันผวนมากกว่าปกติ ธปท.ก็พร้อมเข้าไปดูแล”

เงินทุนเคลื่อนย้ายปกติ

ดร.ดอนกล่าวว่า มองไปข้างหน้ายังไม่น่าห่วงมาก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้ายยังเป็นปกติ หากไม่นับรวมฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นช่วงนี้ ภาพตั้งแต่ต้นปี เงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นบวก รวมถึงตลาดตราสารหนี้ก็ยังเป็นบวกเช่นเดียวกัน

แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ แม้จะยังมีความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงมาก โดยเงินเฟ้อทั่วไปอาจจะไม่ได้ขึ้นไปสูงถึง 5% อย่างที่เคยประเมิน เพราะราคาน้ำมันดิบลดลงแล้ว กนง.จึงดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย ตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่หากมีความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มเข้ามาหลังจากนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินได้

ดร.ดอนกล่าวว่า การที่หลาย ๆ ประเทศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากเงินเฟ้อคาดการณ์ในปีหน้าของประเทศส่วนใหญ่ยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ เพราะมีฝั่งอุปสงค์เข้ามาร่วมด้วย แต่ของไทยเงินเฟ้อมาจากอุปทานเป็นหลัก และเงินเฟ้อคาดการณ์ก็ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายทั้งปีนี้และปีหน้า

“กรณีต่างประเทศขึ้นดอกเบี้ยกัน ตามทฤษฎีถ้าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจะกดดันค่าเงินบาทในทิศทางที่อ่อนค่า แต่เงินบาทที่อ่อนค่าจริง ๆ แล้วก็ดีกับเศรษฐกิจไทย ในภาคส่งออก 
แต่ก็อย่าไปหวังมาก เพราะว่าโดยสถิติส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่ค่อยมีผลเหมือนตามทฤษฎี”

ดร.ดอนกล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ บอกเลยว่าไม่น่ากังวล ตัวเลขเดือน พ.ค. จะประกาศช่วงสัปดาห์หน้า อาจจะยังสูงอยู่ แต่ไม่ต้องตกใจ เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังมั่นคง ล่าสุด S&P ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ

บาทอ่อนหนุนฟื้นเศรษฐกิจ

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะเกือบต่ำสุดในโลกเท่ากับญี่ปุ่น แต่มองว่าเป็นเรื่องเฉพาะแต่ละประเทศ โดยของไทยจะต่ำกว่า 1% ก็ได้ เพียงแต่ว่าต่ำแล้วจะมีแรงส่งไปถึงเศรษฐกิจแค่ไหน

สำหรับเงินบาทที่อ่อนค่าแรงกว่าเพื่อนบ้านอาจมีเรื่องเงินไหลออก หรือแรงกดดันอื่น ๆ แต่มองว่าไม่ได้น่ากังวล เพราะเงินบาทอ่อนค่าไประดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งก็เคยอ่อนมากกว่านี้ ขณะเดียวกันก็เป็นผลดีกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก การท่องเที่ยวได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็ต้องระวังผันผวน เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการได้ยาก ซึ่งก็อยากเห็นมาตรการของ ธปท. ในการรักษาสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความต่อเนื่อง”

ดร.อมรเทพกล่าวว่า มาตรการรักษาสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่จะทำให้เงินไหลเข้าไหลออกมีความสมดุล เช่น การสนับสนุนนักลงทุนรายย่อยลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือซื้อกองทุนในต่างประเทศ แต่การนำเงินออกไปแล้วก็ต้องไม่กังวลเวลานำเงินเข้า ว่าจะต้องเสียภาษี ซึ่งตรงนี้ต้องประสานกับกระทรวงการคลังในการดำเนินนโยบาย

ยุค “เงินง่าย” ของโลกจบแล้ว

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มองไปข้างหน้าแม้สงครามอาจค่อย ๆ คลี่คลายลงแต่ภัยเศรษฐกิจยังไม่ได้จบ เพราะยุค “เงินง่าย” ของโลกอาจจะจบไปแล้ว โดยในที่นี้หมายถึงยุคที่ตลาดโลกคุ้นเคยกับดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนราคาถูก และสภาพคล่องล้นระบบ ในโลกแบบนั้นหลายบริษัท หลายประเทศ และหลายโครงการสามารถเติบโตได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนเงินถูก นักลงทุนพร้อมรับความเสี่ยงมากขึ้น และเงินทุนไหลไปหาผลตอบแทนแทบทุกที่

แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงจากความหวังว่าสงครามอาจไม่ลุกลาม แต่สัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐสะท้อนว่าดอกเบี้ยขาลงอาจจะจบไปแล้ว และต่อไปอาจกลายเป็นขาขึ้นด้วยซ้ำ ญี่ปุ่นก็เริ่มออกจากยุคดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่หลายประเทศกำลังพัฒนายังต้องเผชิญแรงกดดันจาก “เงินเฟ้อ ค่าเงินผันผวน และเงินทุนเคลื่อนย้าย”

ดร.สันติธารชี้ว่า โลกหลังจากนี้อาจเป็นโลกที่เงินทุนแพงขึ้น เลือกมากขึ้น และไหลเร็วขึ้น“เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคิ กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้น เพราะในโลกการเงินที่เงินไหลเร็ว หากประเทศใดถูกมองว่าเปราะบาง เงินทุนไหลออกอาจทำให้ค่าเงินผันผวนรุนแรง จนธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปกป้องเสถียรภาพ แม้เศรษฐกิจในประเทศอาจยังไม่พร้อมรับดอกเบี้ยสูง ผลสุดท้ายคือประเทศนั้นอาจเสีย “พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย” ไปโดยไม่ทันตั้งตัว

โจทย์ประเทศไทย

ดร.สันติธารระบุว่า สำหรับประเทศไทยควรมองเรื่องนี้อย่างสมดุล ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าไทยอยู่ในสถานะที่ดีกว่าหลายประเทศ ไม่ได้พึ่งพาเงินทุนต่างประเทศระยะสั้นมากเกินไป มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ระบบการเงินยังมีความแข็งแรง และค่าเงินบาทแม้ผันผวนตามโลกแต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบางรุนแรง จุดแข็งเหล่านี้ช่วยให้ไทยมีพื้นที่ทางนโยบาย และไม่เสี่ยงต่อวิกฤตการเงินแบบที่หลายประเทศกังวล

ขณะเดียวกันต้องไม่ประมาท เพราะการไม่มีวิกฤตการเงินไม่ได้แปลว่าไม่มีวิกฤตปากท้อง และความมั่นคงทางการเงินไม่ได้แปลว่ามีความมั่นคงทางพลังงาน เสมือนคนที่อาจมีภูมิคุ้มกันดี ไม่ป่วยง่าย ก็ไม่ได้แปลว่าหัวเข่าจะแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวอื่น ไทยอาจมีเสถียรภาพทางการเงินที่ดี แต่ยังมีความเปราะบางด้านพลังงานสูง

เมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน ผลกระทบจึงส่งผ่านมาหลายชั้น ทั้งค่าครองชีพ ต้นทุนผู้ประกอบการ กำลังซื้อ การขาดดุลการค้า และภาระทางการคลัง ดังนั้นโจทย์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพของประเทศจึงไม่ใช่แค่การรักษาวินัยทางการคลัง การเงิน หรือดูแลค่าเงินเท่านั้น แต่ต้องรีบซ่อมความเปราะบางด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน

โลกจัดห่วงโซ่อุปทานใหม่

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังระบุว่า วันนี้ประเทศไทยเริ่มได้รับความสนใจจากการลงทุนใหม่ในหลายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่วนหนึ่งเพราะโลกกำลังจัดวางห่วงโซ่อุปทานใหม่ และไทยมีโอกาสเป็นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการลงทุน เทคโนโลยี ตลาด และภูมิภาคเข้าด้วยกัน นี่คือจังหวะสำคัญที่จะดึงการลงทุนเข้าประเทศเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (Growth Engine) และไม่เพียงดึงดูดแต่เม็ดเงิน แต่ต้องให้การลงทุนนั้นสร้างทักษะใหม่ให้คนไทย และจะเชื่อมโยงกับ SMEs และ Supply Chain ในประเทศ เพื่อให้การลงทุนนั้นช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยได้จริง

โดยเกมรุกที่ดีจะเกิดขึ้นได้ประเทศไทยต้องเล่นเป็นทีมมากขึ้น คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่เพิ่งได้ตั้งไปนี้จึงต้องเป็น Platform ที่ช่วยให้รัฐและเอกชนเล่นเป็น “ทีมไทยแลนด์” ร่วมกัน เห็นเป้าหมายเดียวกัน และต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนการ “ลงมือทำจริง” โอกาสของไทยจะจบลง หรือเพิ่งเริ่มต้น ขึ้นอยู่กับว่าทีมไทยแลนด์จะร่วมมือกันผสมเกมรับและเกมรุก เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นในเวทีโลกที่กำลังเปลี่ยนได้อย่างไร

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚