เอกนิติ รับงบฯ ลงทุนปี’70 ลดลง เหตุไม่ต้องการหมกเม็ด-ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็น
เอกนิติ รับงบฯ ลงทุนปี’70 ลดลง เหตุไม่ต้องการหมกเม็ด ยันพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีความจำเป็นเร่งด่วน เน้นลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เร่งลงทุนกระจายรายได้
กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยตัดสินว่า การออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ในวันที่ 9 ก.ค. นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความมั่นใจว่าการออกพ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ถูกต้องตามกฎหมายและมีผลบังคับใช้แล้ว
นายเอกนิติ กล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ มีผลบังคับใช้แล้ว หลังลงราชกิจจานุเบกษา โดยมีจุดประสงค์สำคัญ เนื่องจากเงินงบประมาณไม่พอเยียวยาประชาชน ท่ามกลางวิกฤตปากท้องของประชาชนจากวิกฤตพลังงาน ดังนั้นต้องใช้เงินกู้มาเยียวยาและสร้างการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินช่วยประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และสอนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าหากเปลี่ยนผ่านช้าอาจกระทบเศรษฐกิจ จากการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลราว 5 แสนล้านบาท ในช่วง 2 เดือนล่าสุดนี้ อันเป็นผลจากการนำเข้าพลังงาน
“สิ่งนี้สะท้อนว่าพ.ร.ก.กู้เงินนี้มีความจำเป็นจริง เพื่อช่วยเยียวยาควบคู่กับช่วยเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูปประเทศ โดยจะไม่ใช้เงินสะเปะสะปะ และจะใช้เพื่อเยียวยาประชาชน ช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผ่านวัตถุประสงค์แค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ 1.เปลี่ยนผ่านเพื่อใช้พลังงานสะอาด 2.การเปลี่ยนผ่านรถยนต์ขนส่ง 3.เปลี่ยนผ่านเรื่องคน สร้างคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสงครามยังไม่จบ และมีการนำเข้าพลังงานสูง หากไม่ลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานวันนี้ ก็จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเสริมการลงทุนของประเทศให้สูงขึ้น
สำหรับกรณีที่พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ในส่วนงบลงทุนลดลง 7 หมื่นล้านบาทนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า จำนวนนั้นไม่ใช่งบลงทุนประเทศทั้งหมด แม้ปีนี้รัฐบาลจะเน้นให้เป็นปีแห่งการลงทุน
“ต้องยอมรับว่างบประมาณปี 2570 ในส่วนงบลงทุนนั้นลดลงจริง เพราะรัฐบาลต้องการให้งบประมาณปี 2570 มีความโปร่งใสมากที่สุด จึงไม่ให้มีการหมกเม็ดในส่วนงบประจำที่มักตั้งไว้ไม่พอและของบเพิ่มภายหลังเหมือนในอดีต ทำให้งบประจำปีนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้งบลงทุนของประเทศน้อยลงจริง” นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนของประเทศลดลง เพราะรัฐบาลจะใช้ทุกเครื่องมือผลักดันการลงทุนของประเทศ ทั้งการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานจำนวน 2 แสนล้านบาท การใช้เครื่องมือร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) จะมีการทำ Thailand Future Fund ในโครงสร้างพื้นฐาน และดึงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านโครงการ Thailand FastPass
นายเอกนิติ ในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริงผ่านโครงการ Thailand FastPass ให้ได้ 1 ล้านล้านบาท หรืออย่างน้อย 9 แสนล้านบาท

