แบงก์ชาติ หัวหอกสกัดทุนเทา จับมือ 11 องค์กรปิดทาง “ฟอกเงิน”
การสกัดกั้น “ทุนเทา” ไม่ให้เข้ามาเซาะ-กร่อน-บ่อนทำลาย ประเทศไทย เป็นอีกบทบาทสำคัญของแบงก์ชาติ ภายใต้การนำของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประกาศค่านิยมองค์กรใหม่ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” นอกเหนือไปจากพันธกิจ “รักษาเสถียรภาพ” อันเป็นภารกิจหลักของแบงก์ชาติ
ตั้งแต่ “วิทัย” เข้ารับตำแหน่ง แบงก์ชาติทยอยออกมาตรการเพื่อสกัดกั้นทุนเทาอย่างต่อเนื่อง จากเบาไปหาหนัก ตั้งแต่การกำกับธุรกรรมทองคำ ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2569 กรณีถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัม/วัน/แพลตฟอร์ม ต้องรายงาน, จำกัดวงเงินซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชั่น 50 ล้านบาท/คน/แพลตฟอร์ม เริ่มเมื่อเดือน มี.ค. 2569, การคุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2569 และในเดือน ต.ค. 2569 นี้จะยกระดับสู่การคุมการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท จะต้องรายงานที่มาด้วย
จับมือ 11 กลุ่มธุรกิจสกัดทุนเทา
ล่าสุดแบงก์ชาติได้ร่วมกับหน่วยงานภาคการเงิน 11 แห่ง ประกาศเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ภาคการเงินเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายและการทำทุจริต โดยยกระดับมาตรการตรวจสอบธุรกรรมเสี่ยงและการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือทางผ่านของธุรกรรมผิดกฎหมาย เพื่อทำให้ “เงินเทา” ลดลงและทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น
“แบงก์ชาติและผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลได้ร่วมมือขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” เพื่อประกาศเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ภาคการเงินเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายและการทำทุจริต ทั้งหมดจะทำให้เกิดการกำจัดเงินทุนเทา เงินพนันออนไลน์ และเงินจากคอร์รัปชั่น เพื่อทำให้เงินที่ผิดกฎหมายลดน้อยไปจากประเทศไทยให้มากที่สุด พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยดีขึ้น”
โดย 11 หน่วยงานที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ได้แก่ ธปท. สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (สมาคม TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย สมาคมลีสซิ่งไทย สมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไทย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ ชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล และชมรมธุรกิจบัตรเครดิต
สร้างคอขวด-เข้ม 6 จุดอุดเส้นเงินเทา
แนวทางใหม่ สร้างความร่วมมือระหว่างแบงก์ชาติกับภาคการเงิน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การถอนเงินสดออนไลน์ 5 ล้านบาทต้องรายงาน 2.การซื้อขายทองคำออนไลน์ 2 กิโลกรัม หรือมูลค่ารวม 10 ล้านบาทต้องรายงาน 3.กำหนดเพดานรับซื้อเงินตราต่างประเทศ 8 แสนบาท/ราย/วัน 4.กำหนดวงเงินโอนในแต่ละกลุ่มตามความเสี่ยง พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการจัดทำข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของลูกค้า (Customer Profiling) รวมถึงบังคับใช้หลักเกณฑ์การบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) โดยเฉพาะการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท USDT
5.การยกระดับหลักเกณฑ์ KYC, CDD, EDD (การยืนยันตัวตน) สำหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารพาณิชย์ กับระบบของ e-Payment ในการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติแบบเชิงรุก และ 6.กำหนดรูปแบบพฤติกรรมผิดปกติที่มีตลอด 24 รูปแบบ
“แบงก์ชาติและภาคการเงินจะไม่มีอำนาจในการปราบปราม หรือจับกุมโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอขวด ยกระดับความยากลำบาก และสกัดกั้นไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือทางผ่านของธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย”
เห็นผล-ธุรกรรมเสี่ยงลดลงชัดเจน
“วิทัย” กล่าวว่า ธปท.ได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สำนักงานสำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งปราบปรามธุรกรรมผิดกฎหมาย ปัญหาเรื่องเงินเทา พนันออนไลน์ และคอร์รัปชั่น
ที่ผ่านมา ธปท.ได้ยกระดับการสแกนบัญชีเพื่อระงับบัญชีม้าให้เร็วขึ้น ป้องกันไม่ให้เงินจากพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือการคอร์รัปชั่นถูกโอนเข้าและถอนออกได้ง่าย
“เงินเทา พนันออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย และเกี่ยวเนื่องกับการคอร์รัปชั่น ธปท.ได้กำกับการถอนเงินสดพันธบัตร ซึ่งเห็นปัญหาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง จึงจำกัดปริมาณถอนเงินสด ทำให้ธุรกรรมผ่านคิวอาร์โค้ด และคิวอาร์เพย์เมนต์ทั้งหมด ส่งผลการใช้เงินสดลดลง พร้อมกำกับการซื้อขายทอง เพื่อป้องกันเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์อื่น”
ผลจากการผนึกความร่วมมือ ทำให้ยอดการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงปรับลดลงอย่างชัดเจน ทั้งยอดการซื้อขายทองคำจำนวนเกิน 2 กิโลกรัมมูลค่า 10 ล้านบาท ทำให้ปริมาณการถอนทองคำที่เคยถึงระดับ 20,000 ล้านบาท ปรับลดลงเหลือ 3,000 ล้านบาท ลดลงรวดเร็ว 70% และยอดการเบิกถอดเงินสด 5 ล้านบาท ปรับลดลงถึงจาก 100,000 ล้านบาท เหลือ 40,000 ล้านบาท
คุมฝากสดเกิน 5 ล้านต้องแจงที่มา
“ผู้ว่าการ ธปท.” กล่าวว่า ในเดือน ต.ค. 69 จะเพิ่มเติมมาตรการให้มีการรายงาน เมื่อฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไปจะต้องชี้แจงว่าเงินมาจากที่ใด พร้อมกันนี้จะมีการแบ่งบันข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อทำให้ยอดการทำธุรกรรมมีความโปร่งใสและป้องกันปัญหาในเรื่องเงินเทา
“ตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ทยอยทำเป็นเรื่อง ๆ แต่สิ่งที่ทำคือ ยกระดับทำให้อุตสาหกรรมภาคการเงินทำงานร่วมกัน ซึ่งจะครอบคลุมผู้ประกอบการ 24 ใบอนุญาต และ 11 ชมรม เพื่อไม่ให้ภาคการเงินใช้เป็นช่องทางและทางผ่านสนับสนุนเงินเทาที่ผิดกฎหมาย”
ต่อไปนี้ภาคการเงินจะมีการแชร์ข้อมูลระหว่างกัน ทั้งแบงก์พาณิชย์ แบงก์รัฐ แบงก์ต่างประเทศ น็อนแบงก์ ผู้ให้บริการรับชำระเงิน ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ รวมถึงแชร์ต่อไปที่สำนักงาน ปปง., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงาน ก.ล.ต. และตำรวจ
“ต่อไปประเทศจะดีขึ้น แม้อาจจะไม่หมดไปเลยทีเดียว แต่เชื่อว่าเงินเทาจะลดลง”
สมาคมแบงก์ชี้สแกมเมอร์ยังน่าห่วง
ขณะที่ “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อน พบว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยียังน่ากังวล และพบการหลอกลวงจากสแกมเมอร์ในระดับสูง โดยสถิติความเสียหายตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึง ก.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้รับแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้วกว่า 190,000 เคส มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9,000 ล้านบาท
“แม้แนวโน้มจำนวนการรับแจ้งเหตุเฉลี่ยจะลดลงจากปี 2568 จากเดิมประมาณ 1,040 เคส/วัน ปรับลดลงเหลือ 902 เคส/วัน แต่ถือว่าจำนวนรับแจ้งเหตุเฉลี่ยยังอยู่ในระดับสูง ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยเงินทุนและทรัพย์สินที่ได้มาจากการะทำความผิดและนำไปฟอกเงิน ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยระดับความเสียหายของอาชญากรรมทางเทคโนโลยียังอยู่ในระดับสูง และสแกมเมอร์ยังคงปรับเปลี่ยนกลวิธี เพื่อให้ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงยากต่อการปราบปรามอย่างทันท่วงที”
“ผยง” กล่าวอีกว่า การผลักดันให้เศรษฐกิจที่ไม่ได้อยู่ในระบบกลับเข้าสู่ระบบ ถือเป็นความท้าทายภายใต้กรอบความร่วมมือร่วมกัน เพื่อสร้างกลไกและความเชื่อมั่น เสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ พร้อมร่วมขับเคลื่อนการใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ สตช. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเงิน
บทบาทของสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกได้ขับเคลื่อนร่วมยกระดับการยืนยันตัวตน (KYC/CDD/EDD) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ เช่น ข้อมูลสัญชาติ ข้อมูลหนังสือเดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือผู้มีอำนาจควบคุมธุรกิจ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อป้องกันการสวมรอย รวมถึงป้องกันการใช้บุคคลอื่นมาเปิดบัญชีแทน หรือบัญชีนอมินี และป้องกันการปกปิดผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมถึงจัดทำมาตรฐานการจัดการบัญชีเสี่ยง โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงพฤติกรรม เพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมตามลำดับความเสี่ยง
“แบงก์ได้ยกระดับตรวจสอบธุรกรรมเงินสดเสี่ยงสูง ร่วมมือกับ ธปท.กำหนดเกณฑ์พิจารณาวัตถุประสงค์ รูปแบบ จำนวนเงิน เอกสารประกอบ และแหล่งที่มาของเงินสด เพื่อลดใช้เงินสดในการทำธุรกรรรมผิดกฎหมาย พร้อมเฝ้าระวังเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลพฤติกรรมมาใช้ตรวจจับสิ่งผิดปกติให้รวดเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนขยายวงกว้าง รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคธนาคาร ภาครัฐ และภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
เร่ง 4 แผนป้องกันฟอกเงิน-แก้โกง
“ประธานสมาคมธนาคารไทย” กล่าวด้วยว่า การดำเนินการของสมาคมจะเข้าไปช่วยเสริม 4 มาตรการหลักคือ 1.ร่วมกับ ธปท.ควบคุมการซื้อขายของร้านทองออนไลน์ 2.ร่วมกับ ก.ล.ต.กำหนดให้แพลตฟอร์มคริปโตเคอร์เรนซีใช้มาตรการ Travel Rule เพื่อส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอน 3.ร่วมกับ ปปง.บังคับให้รายงานธุรกรรมผิดปกติแบบทันที และ 4.ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทนอมินีข้ามชาติ
“จะทำให้ลดตัวเลขความเสียหายจากกลุ่มสแกมเมอร์ และสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินไทย พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางการเงิน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ลดความเสี่ยงจากการถูกขึ้นบัญชีดำด้านการฟอกเงินระดับสากล และสร้างความโปร่งใส ปรับปรุงดัชนีคอร์รัปชั่น สนับสนุนการดึงดูดนักลงทุน
พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการเตรียมความพร้อมรับการประเมินมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจาก APG Asia Pacific Group on Money Laundering ตามเกณฑ์ FATF ในปี 2571 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบให้เข้าสู่ระบบในระยะยาว”
TEPA รับลูกสกัดธุรกรรมเสี่ยง
ด้าน “ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ในฐานะนายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งคณะทำงานปฏิบัติการขึ้นมา โดยมีตัวแทนจากบริษัทสมาชิกทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมอื่น ๆ เพื่อแชร์ข้อมูลกลุ่มคนและพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงร่วมกัน
“สมาคมได้มีการวางแผน ทั้งการยกระดับมาตรฐานและการตรวจสอบต่าง ๆ ให้สูงขึ้น รวมถึงการวางระบบทำให้ขั้นตอนของการทำความผิดมีความยากลำบากมากขึ้น สำหรับผู้ที่ตั้งใจทำทุจริต เพื่อช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ประการสุดท้าย เน้นความรวดเร็วในการแชร์ข้อมูล การปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่ม และปรับระบบให้เท่าทันต่อรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ”
“ยอด” กล่าวด้วยว่า ยังได้มีการกำหนดพันธสัญญา (Commitment) จำนวน 4 ข้อ ทั้งเพื่อยกกระดับ KYM (Know Your Merchant) ที่มุ่งตรวจสอบและยืนยันตัวตนร้านค้าอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงเวลาที่ให้บริการ ไม่ใช่ทำแค่ครั้งแรกตอนสมัคร ทั้งในส่วนของร้านค้า ร้านค้าหลัก (Master Merchant) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) และในส่วนของลูกค้า ที่ได้ยกระดับ KYC/CDD สำหรับผู้บริโภค ในการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและยืนยันตัวตนเจ้าของบัญชีลูกค้า และตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ และนำส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อใช้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของธุรกรรมเสี่ยงในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

