ธปท. จับตาไทยกรณีภาษีสหรัฐ ประกาศ Excess Capacity ภายใน ส.ค.
ผู้ช่วยผู้ว่าฯ ธปท. ชี้จับตาไทยอาจโดนบวกเพิ่ม กรณีภาษีสหรัฐ ประกาศเรื่อง Excess Capacity ส.ค.นี้-ด้านแนวโน้มเงินเฟ้อทั้งปีอาจต่ำกว่าคาด แต่ยังต้องระมัดระวัง
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าในเดือน ส.ค.นี้ ยังต้องจับตาเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐ มาตรา 301 ซึ่งประกาศเรื่องกรณีสินค้าจากกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจมีบางประเทศถูกบวกภาษีดังกล่าวเพิ่ม โดยขณะนี้ประเทศไทยโดนอัตราภาษีนำเข้าที่ 12.5% จากกรณีสินค้าจากแรงงานบังคับ (Forced Labor)
“ภาษีสหรัฐ มาตรา 301 ต้องรอดูเดือนนี้ เพราะเราได้ 12.5% ซึ่งใกล้กับ 10% ที่ประเทศอื่นได้ และน้อยกว่า 19% ที่เราคิดว่าเราจะได้ ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่มีผลอะไรมาก ยกเว้นว่าเดือนสิงหาคม เรื่อง Excess Capacity ที่ออกมาใช้ เราจะโดนบวกเพิ่ม (On-Top) หรือไม่ และเท่าไร เทียบกับประเทศอื่น” นางสาวชญาวดีกล่าวและว่า ในจุดนี้ยังต้องจับตาดู
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ช่วงไตรมาส 3 และ 4 ยังคงได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. และไตรมาสสุดท้ายอาจได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมา อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจีนไม่ได้แย่ลง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนนั้นไม่ได้ดีมากอยู่แล้ว ทั้งนี้จะมีการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ในวันที่ 17 ส.ค.นี้
“ในแง่ของเศรษฐกิจมองว่าไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2 เพราะมันยังขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งไตรมาส 3 และ 4 ยังมีปัจจัยบวกอยู่ เช่น ไตรมาส 3 มีมาตรการภาครัฐ และไตรมาส 4 นักท่องเที่ยวอาจกลับมาดีขึ้นในฤดูกาลท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 แต่ต้องดูว่าสถานการณ์ที่ดีขึ้นนั้น Path อาจลดลงหรือเปล่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปขณะนี้” นางสาวชญาวดี กล่าว
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อนั้น นางสาวชญาวดีกล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อทั้งปีอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย อย่างไรก็ดียังต้องระมัดระวัง จากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้นักวิเคราะห์บางส่วนกังวลเรื่องซัพพลายมากกว่าเงินเฟ้อ ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่ายังคงมาจากปัจจัยภายนอก และยังมีความผันผวนสูง
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า ยังต้องจับตาดูสถานการณ์เปิด-ปิดโรงงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งต้องดูร่วมกันในหลายปัจจัย เช่น ในบางกรณีโรงงานที่เปิดใหม่อาจใช้แรงงานน้อยลง หรือแรงงานที่น้อยลงนั้นอาจเป็นแรงงานคุณภาพที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการเกษตรที่รองรับแรงงานจากการปิดโรงงานก็ต้องดูว่าจะรองรับแรงงานได้เท่าเดิมหรือไม่

