คุยกับ CEO ‘ฟินโนมีนา’ ตื่นเงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์พุ่ง-หุ้นเสี่ยงปรับฐานแรง
ตอนนี้ตลาดการลงทุนโลกเริ่มกังวล “เงินเฟ้อ” กันมากขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเด้งขึ้น จนกลับมาเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น หลังนักลงทุนผิดหวังกับการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐกับจีนที่ยังไม่มีดีลเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
โดย “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด (FINNOMENA) ชี้ว่า ขณะนี้ตลาดกังวลเงินเฟ้อกันมากขึ้น โดยเมื่อเดือน ก.พ.เงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐยังอยู่ที่ประมาณ 3.2% ขณะที่เดือน มี.ค.ขึ้นไปที่ 3.8% ซึ่งมาถึงเดือน เม.ย.ที่ค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันสูงกว่าเดือน มี.ค.
“ราคาน้ำมันช่วงเดือน เม.ย.ค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนตอนเดือน มี.ค.ก่อนเกิดสงครามน้ำมันยังอยู่ต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเลย นั้นก็เป็นไปได้ที่เดือน เม.ย.เงินเฟ้อจะสูงขึ้นไปอีก ประกอบกับตัวเลข PPI หรือเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตดันขึ้นมา 6% อีก สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 แปลว่าที่เงินเฟ้อขึ้นไม่ได้เกิดจากฝั่งดีมานด์ คนอยากซื้อ แต่เกิดจากราคาต้นทุน เริ่มแบกรับไม่ไหว คนก็เริ่มกังวล”
โดยตลาดเริ่มกังวลว่า แม้จะเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นนายเควิน วอร์ช ก็น่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยแล้ว ทำให้นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ (บอนด์) ออกมา ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ดีดขึ้น สูงกว่าผลตอบแทนหุ้นปันผล ซึ่งส่วนใหญ่ก็ถือหุ้นมาจนกำไรกันแล้ว เพราะหุ้นทำ All Time High จึงเริ่ม มองหาการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ อย่างที่เห็นว่าเริ่มมีแรงขายกันออกมา
“ชยนนท์” กล่าวอีกว่า Bank of America ได้มีรายงานออกมาว่า ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง หรือ High Net Worth (HNW) ของ Bank of America มีโพซิชั่นในหุ้นอยู่ประมาณ 66% ของพอร์ต หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่มีเงินสดน้อยมาก เหลือแค่ประมาณ 9% เท่านั้น ซึ่งทำให้มีโอกาสเห็นแรงเทขายหุ้นออกมาในช่วงสัปดาห์นี้จนถึงสัปดาห์หน้าได้
“ยิ่งหากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย อิหร่านกับสหรัฐยังคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะการประชุมระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก็ไม่มีเรื่องดีลช่องแคปฮอร์มุซอยู่บนโต๊ะเจรจาเลย ก็เลยทำให้นักลงทุนเริ่มคิดว่าช่องแคบฮอร์มุซจะปิดยาว ซึ่งผมคิดว่ามันจะกลับมาเรื่องเดิม สิ่งที่ตลาดมองข้ามมาตลอด ว่าช่องแคบฮอร์มุซถ้ามันยังปิดอยู่แล้วราคาน้ำมันสูง ตลาดจะเริ่มคิดว่าที่ขึ้น ๆ มานี่คิดผิดหรือเปล่า ดังนั้น 1-2 สัปดาห์นี้ผมคิดว่ามีความเสี่ยงที่จะมีแรงปรับฐาน แต่ตลาดอาจจะไม่ปรับฐานเยอะ ถ้าเริ่มเห็นสัญญาณว่าทรัมป์กับอิหร่านเริ่มคุยกันรู้เรื่อง”
โดยการจะให้บอนด์ยีลด์ไม่พุ่งสูงเกินไป หรือตลาดหุ้นไม่ปรับฐานแรงเกินไป จะขึ้นกับปัจจัยการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วเจตนาของทั้งสองฝั่งก็ต้องการรีบจบ เพียงแต่เงื่อนไขข้อตกลงยังคุยกันไม่ลงตัว ทั้งนี้ มองว่าหากมีการปรับฐาน เชื่อว่าหุ้นสหรัฐจะลงไม่เกิน 10% แต่ไม่คิดว่าตลาดจะพัง เนื่องจากสหรัฐมีการจ้างงานที่แข็งแกร่ง และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานงบฯ ไตรมาสแรกออกมาดี
“เมื่อตอนเดือน เม.ย.ปีที่แล้วบอนด์ยีลด์สหรัฐก็กระชากขึ้นไปแถว ๆ 4.8% ตอนปี 2023 ก็กระชากขึ้นไปแถว ๆ 5% ซึ่งตอนที่มันกระชากแบบนี้สุดท้ายแล้วสหรัฐยืนไม่ไหว เพราะรัฐบาลสหรัฐมีหนี้สินต่อจีดีพีสูง แล้วต้อง Run ด้วยการออกประมูลบอนด์ แต่ประมูลด้วยดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ใครจะซื้อ ฉะนั้นจะมีแรงกดดันจากในรัฐบาลและพวกตลาดทุน จะกดดันว่าดอกเบี้ยแพงขนาดนี้ต้องรีบเคลียร์ปัญหา รวมทั้งผมเชื่อว่ารัฐมนตรีคลังสหรัฐที่เคยเป็นเฮดฟันด์มาก่อนก็รู้อยู่แล้ว ว่าถ้าตลาดบอนด์จะลามไปที่อื่น ดังนั้นเชื่อว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐไม่น่าจะทะลุ 5%”
ส่วนตลาดหุ้นไทย “ชยนนท์” กล่าวว่า อาจจะไม่ต้องกังวลมาก ยกเว้นแค่ตัวหุ้น DELTA ที่เป็นหุ้นเทคโนโลยีตัวเดียว อย่างไรก็ดีหากดูหุ้นไทยเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ดัชนี SETHD ไม่ได้ติดลบ แม้ว่า SET Index จะติดลบไป 1% แสดงให้เห็นว่าหุ้นปันผลยังแข็งแกร่ง แต่มองอีกมุมก็คือ ตอนที่หุ้น AI ปรับขึ้นเยอะ ๆ หุ้น SETHD ไม่ได้วิ่งมาก ดังนั้นสำหรับตนเองมองว่าพวกหุ้น Defensive Play ในตลาดหุ้นไทยคงจะลงเบากว่าตลาดเอเชีย
ด้านทองคำ ช่วงนี้อยู่ในขาปรับฐาน จากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามาต่อเนื่องหลายวัน โดยมีแนวรับแถว ๆ 4,200 ดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 4,090 ดอลลาร์ จนกว่าดอลลาร์จะกลับมาสู่ทิศทางอ่อนค่า
“ช่วงนี้แนะนำว่าถ้าถือหุ้นสหรัฐอยู่ให้ขายทำกำไร รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลี หุ้นญี่ปุ่น ถ้าได้กำไรแล้วให้ Take ออกมา โดยสัปดาห์นี้ให้รอดูสถานการณ์ ว่าตลาด Care เงินเฟ้อมากน้อยขนาดไหน ซึ่งสัปดาห์นี้จะมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน บินไปคุยกับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย สมมุติว่าหากมีดีลออกมาว่าจีนไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้มากขึ้นจะยิ่งแย่กันไปใหญ่ เพราะจีนจะเดือดร้อนจากการปิดฮอร์มุซน้อยลง ราคาน้ำมันก็จะยิ่งเด้ง ฉะนั้นก็ต้องรอดูว่าถ้าสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันไม่ลงมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์อีกรอบ ผมว่าตลาดจะปรับฐานอยู่ ดังนั้นก็ต้องรอไปก่อน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บลน.ฟินโนมีนากล่าว

