‘เอกนิติ’ สั่งจับตา 2 จุดอันตรายสหรัฐบี้ไทย ‘กำลังผลิตส่วนเกิน’
วิบากกรรมเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ปี’69 ไทยเสี่ยงขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เกินดุลสหรัฐพุ่ง วิเคราะห์เกมสหรัฐ มาตรา 301 ยังไม่จบแค่อัตราภาษี 12.5% จับตาทรัมป์บีบไทยเพิ่มไต่สวน 3 อุตฯหลัก “ยานยนต์-ยาง-เครื่องจักร” กรณีปมกำลังการผลิตส่วนเกิน “ศุภจี” เร่งชี้แจงสหรัฐ ยันข้อมูลการผลิตไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหา “เอกนิติ” จับตา 2 จุดอันตราย “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” พุ่ง 6 แสนล้าน เร่งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานลดพึ่งพานำเข้า
ขาดดุลการค้าสูงสุด
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2569 ประเทศไทยเสี่ยงจะขาดดุลการค้ากับทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากไทยนำเข้าสูง โดยเฉพาะนำเข้าพลังงาน ตลอดจนการนำเข้าสินค้าจากจีนด้วย รวมทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่สามารถแยกได้ว่าเพื่อใช้ลงทุน Data Center หรือใช้ทำอะไร โดยบางส่วนนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบ เพื่อผลิตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งไปสหรัฐ
ทั้งนี้การส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 2569 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 20.8% โดยการเติบโตเกินกว่าครึ่งมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กลับมาเร่งขยายตัวที่ 66% นำโดยการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รวมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และอุปกรณ์สื่อสารที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และ Data Center และส่วนหนึ่งเป็นสินค้าที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐ
อย่างไรก็ดีหากสหรัฐเดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป สำหรับการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับอัตรา 12.5% คาดว่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐไม่มาก แต่ต้องติดตามการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง(Structural Excess Capacity) ที่คาดว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐในระยะต่อไป
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14% จาก 8.2% ในปี 2569 และเพิ่มประมาณการภาพรวมนำเข้าขึ้นเป็น 27% จาก 13.9% ส่งผลให้ในปีนี้ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้า (Customs Basis) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการนำเข้าที่สูงกว่าที่ประเมิน โดยเฉพาะจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน
สหรัฐกดดันปมเสี่ยงไทยเพิ่ม
นางสาวณัฐพรกล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาไทยเกินดุลการค้าสหรัฐเพิ่มขึ้นมาก ขยับจากอันดับ 11 ขึ้นมาที่อันดับ 7 ของโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐจำนวนมากคือรถยนต์ ยาง และเครื่องจักร ทั้งนี้หลังจากสหรัฐเริ่มใช้มาตรา 301 รอบใหม่ ที่ไทยถูกเก็บภาษี 12.5% แต่ความเสี่ยงสำคัญยังมีมากกว่านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การใช้มาตรา 301 รอบนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานการค้าของสหรัฐ มากกว่าการขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว
“สิ่งที่น่าจับตาคือ บทบาทของมาตรา 301 ที่กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งตอบโต้ข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีกับจีน มาเป็นเครื่องมือกำหนดมาตรฐานด้านแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายอุตสาหกรรม สะท้อนว่าการแข่งขันทางการค้าในอนาคตจะไม่ได้ตัดสินกันที่อัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกฎเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้าต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐด้วย”
ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมทั้งด้านการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน การยกระดับมาตรฐานแรงงาน และการติดตามความคืบหน้าของการสอบสวนภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันของการส่งออกไทยในระยะต่อไป
ไทยถูกสอบกำลังผลิตส่วนเกิน
นางสาวณัฐพรกล่าวว่า หากย้อนหลังกลับไปดูตอนเดือน ต.ค. 2568 ที่มีดีลเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ค้างไว้ ซึ่งจะพูดถึงมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอยู่ค่อนข้างมาก โดยสินค้าที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบก็คือยาและเวชภัณฑ์ สินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงการให้เพิ่มความคุ้มครองสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์
“อันหนึ่งคือ ให้ยอมรับมาตรฐานและใบรับรองของสหรัฐ อย่างเช่น พวกยา หรือเวชภัณฑ์ ถ้าได้รับการรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยา) ของสหรัฐแล้ว ก็ไม่ต้องมาผ่าน อย. (องค์การอาหารและยา) ของไทย หรือ สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) หรือมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เราไม่ยอมให้นำเข้าเนื้อสัตว์ สหรัฐก็จะกดดันให้ยอมรับมาตรฐานของเขานี่เป็นตัวอย่าง”
นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่มากกว่ามาตรา 301 กรณี Forced Labor ที่ถูกเก็บ 12.5% คือการสอบสวนกรณีภาวะการผลิตสินค้าล้นตลาด ซึ่ง USTR ยังไม่ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ หากสหรัฐเห็นว่าประเทศใดใช้นโยบายอุดหนุนจนก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินและบิดเบือนการแข่งขัน ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพการส่งออก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง
“ตอนนี้สหรัฐอยู่ระหว่างตรวจสอบภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดกับ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย ซึ่งขอบเขตการบังคับใช้กว้าง ไม่มีเพดานอัตราภาษีที่กำหนด เก็บได้ทุกอุตสาหกรรม ซึ่งตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าระหว่างเจรจา เขายื่นข้อเสนออะไร อย่างไรบ้าง”
ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง “อันตราย”
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนเครื่องบิน แต่เป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด 30 ปี เพราะบินด้วยเครื่องยนต์การส่งออกสินค้าและบริการเป็นหลักกว่า 71% ต่อ GDP ขณะที่การลงทุนในประเทศอ่อนแอ
พร้อมระบุว่า เครื่องชี้เสถียรภาพเศรษฐกิจที่ต้องจับตามี 2 จุด ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจากไตรมาสแรกที่ติดลบ -0.5% ปรับสูงขึ้น 2.7% ในไตรมาส 2/2569 ผลมาจากวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันกลาง ที่ส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิต ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพ
และจุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลาด ก่อนจะมาเริ่มขาดดุลในปี 2565 จากการที่ไทยนำเข้าพลังงานสูง และไตรมาส 2/2569 ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบอีกครั้ง แม้ไตรมาสแรกจะยังเกินดุลอยู่ โดยพบว่าช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด
“ศุภจี” คุมภาษีรวมไม่เกิน 19%
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้ยังมีความกังวลไม่มากนัก แม้สหรัฐอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการภาษีตามมาตรา 301 โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเป้าหมายการส่งออกมาเป็นฐานการขยายตัวที่ 8% โดยการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวในระดับสูง เนื่องจากไทยได้ใช้โอกาสในช่วงที่สหรัฐใช้มาตรา 122 เก็บภาษีชั่วคราวในอัตรา 10% เร่งส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐจำนวนมาก จึงประเมินว่าภาพรวมส่งออกทั้งปีไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
อย่างไรก็ตามในระยะยาวไทยยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการเจรจากับสหรัฐ เพื่อให้อัตราภาษีนำเข้ารวมจากมาตรการต่าง ๆ ไม่สูงเกินกว่า 19% ซึ่งเป็นกรอบที่เคยตกลงกันไว้ และต้องไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งด้านการส่งออกมากเกินไป โดยปัจจุบันไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้น กรณีแรงงานบังคับที่ 12.5% บวกอัตราภาษี MFN (Most-Favored-Nation Tariff) แต่อัตราดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ เนื่องจากยังมีการไต่สวนตามมาตรา 301 อีกหนึ่งกรณีคือเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอัตราภาษีอาจถูกนำมาเพิ่มจากอัตราเดิม
เร่งแจง 3 อุตฯ ถูกไต่สวนกำลังผลิต
นางศุภจีกล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิต 3 กลุ่มที่ถูกสหรัฐไต่สวนกรณี “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยางและชิ้นส่วนจากยาง รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์
โดยไทยได้ชี้แจงข้อมูลต่อสหรัฐแล้ว ว่าทั้ง 3 กลุ่มมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 75-90% ซึ่งไม่มีอุตสาหกรรมใดที่ใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ตามข้อกล่าวหา
“เป้าหมายของเราคือ ทำอย่างไรให้อัตราภาษีไม่ต่างจากคู่แข่งมากเกินไป และไม่สูงเกินกว่าที่เคยตกลงไว้ที่ 19% รวมถึงทำอย่างไรให้มีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้”
ปัจจุบันไทยมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีประมาณ 2,120 รายการ เพิ่มขึ้นจากเดิม 471 รายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบบางส่วน อากาศยาน สินค้าแพทย์ และสินค้าอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50% ของการส่งออกไทย
นอกจากนี้ไทยยังต้องเร่งสรุปการเจรจาความตกลง ART ให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรอบภาษีและรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น โดยยืนยันว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ยอมรับเงื่อนไขที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชน โดยประเทศไทยยังยืนยันการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐตามกรอบที่เคยตกลงไว้ ทั้งสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบิน พร้อมสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 19.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกันไทยได้ชี้แจงสหรัฐว่า ประมาณ 30% ของการขาดดุลการค้าที่สหรัฐมีกับไทย เป็นสินค้าจากบริษัทอเมริกันที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและส่งสินค้ากลับไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ไทยใช้ประกอบการเจรจา
“ดร.กิริฎา” อย่าดูแค่ตัวเลขนำเข้า
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การพิจารณาตัวเลขการนำเข้าที่สูงและการขาดดุลการค้านั้น จะต้องดูรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้า ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตัวเลขมูลค่านำเข้าอย่างเดียว โดยช่วงที่ผ่านมาไทยนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เนื่องจากการลงทุนในประเทศขยายตัว ก็มีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อใช้ในการผลิต
ทั้งนี้การนำเข้าเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่ามีการลงทุนในประเทศไทยจากหลายประเทศ ส่งผลให้มีการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตในอนาคต ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน ภาครัฐต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามผลักดันให้เกิดการใช้ Local Content เพิ่มขึ้น
ขณะที่ผู้ประกอบการมักเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น หากสินค้านำเข้าจากจีนมีราคาถูกกว่า ก็มีแนวโน้มเลือกนำเข้าจากจีน แต่ภาครัฐพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการกระจายแหล่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
“เราอยากให้กระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้าด้วย ไม่อยากให้นำเข้าจากประเทศเดียว เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนช่วงโควิด ไม่มีซัพพลายก็ผลิตไม่ได้”
ชูนโยบาย Local Content
ดร.กิริฎากล่าวว่า แนวทางหนึ่งคือ การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกมากขึ้นในการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วน สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป หากการลงทุนในประเทศไทยยังขยายตัว การนำเข้าเครื่องจักรก็จะยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อรองรับการลงทุน
ส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากทุกประเทศ แต่ก็พยายามผลักดันให้ผู้ลงทุนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตภายในประเทศ

