‘เอกนิติ’ ฟันธงเศรษฐกิจไทยพ้น ICU ชู Quick Big Win หนุนบริโภค-ลงทุน ลุ้นปี’69 โตถึง 3%
เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม จีดีพี Q4/2568 โต 2.5% หลังมาตรการ Quick Big Win หนุนบริโภค-ลงทุน ดัน Nominal GDP ใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท พร้อมเชื่อปี 2569 มีลุ้นโต 3% พลัส หากรักษาโมเมนตัมความเชื่อมั่นและเร่งลงทุนต่อเนื่อง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ สะท้อนผลของมาตรการ Quick Big Win พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มเศรษฐกิจแล้ว
ในแง่มูลค่าเศรษฐกิจรายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ของไทยขยับขึ้นมาใกล้แตะระดับ 19 ล้านล้านบาท อยู่ที่ราว 18,977,000 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 3 แสนล้านบาท สะท้อนเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี
โครงสร้างการเติบโตในไตรมาส 4/2568 แบ่งเป็นการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวถึง 3.3% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าในปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ราว 2.5% เป็นผลจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของประชาชน ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ล้วนเป็นสัญญาณสนับสนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ
ขณะเดียวกันการลงทุนรวมของประเทศขยายตัวโดดเด่นถึง 8.1% สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ครอบคลุมทั้งการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และภาคก่อสร้าง โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13.3% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวนำในการดึงการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวตามมา โดยการลงทุนภาคเอกชนปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 6.5% จากเดิมที่เคยขยายตัวเพียง 2-3% ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติระบุว่า การปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ BOI Fast Pass ทำให้เม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น พร้อมย้ำว่าการลงทุนเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะมีการนำข้อจำกัดของมาตรการดังกล่าวเสนอแก้กฎหมายต่อไป เพื่อยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลราว 3.1% ของ GDP ขณะที่ด้านการคลังรัฐบาลยังยึดหลักวินัยการคลัง ใช้งบประมาณในกรอบเดิม ไม่เพิ่มการขาดดุลและไม่กู้เงินเพิ่ม โดยมุ่งใช้งบให้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและฐานะการคลังของไทย
สำหรับแนวโน้มปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างน้อย 2% โดยมองว่าโมเมนตัมเชิงบวกจากไตรมาส 4/2568 จะต่อเนื่อง และหากสามารถรักษาความเชื่อมั่น เร่งการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีรัฐบาลที่เดินหน้านโยบายได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 3% พลัส หรือมากกว่า 3% ทั้งนี้ ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง
“จากเดิมที่ไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย ในฐานะหมอเอก วันนี้คนป่วยเราเอาออกจาก ICU แล้ว แต่ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งขึ้น เราก็ต้องออกกำลังกาย กลับมาทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ” นายเอกนิติกล่าว

