CREDIT กำไร Q3/69 นิวโฮ 1,239 ล้าน โต 22% สินเชื่อเพิ่ม 13.8% คุมเอ็นพีแอลเหลือ 4%
ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) โชว์กำไรไตรมาส 3/69 สร้างสถิติใหม่แตะ 1,239 ล้าน เติบโต 22% หนุนกำไร 9 เดือน 3,393 ล้านบาท รับแรงส่งสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอีโต 14.6% พร้อมเพิ่ม Coverage Ratio อยู่ที่ 156% ดันสินเชื่อปีนี้โตสองหลัก คุมหนี้เสียต่ำกว่า 4.5%
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทำสถิติกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงสุดใหม่ ส่งผลให้กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 3,392.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 1.01 บาท และ 2.75 บาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของสินเชื่อ โดย ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ธนาคารมียอดสินเชื่อรวม 202,102.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นำโดยสินเชื่อธุรกิจ ไมโครเอสเอ็มอี (MSME) เติบโต 14.6%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายศูนย์ธุรกิจสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี เพื่อรองรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการรายย่อย
ขณะที่สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันขยายตัว 10.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินเชื่อบุคคลเติบโต 30.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยงวด 9 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 1,337.2 ล้านบาท หรือ 9.9% จากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจหลัก รวมถึงรายได้เงินชดเชยจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ภายใต้มาตรการคุณสู้เราช่วย และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในไตรมาส 3/2569 ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการชำระคืนเงินกู้ยืมจากบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ในช่วงไตรมาส 2/2569
สำหรับส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin : NIM) งวด 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 7.3% ลดลงจาก 7.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่แนวโน้ม NIM รายไตรมาสมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/2569 ได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และการปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง
ทั้งนี้ ธนาคารเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อ SME กล้าช่วย สำหรับผู้ประกอบการที่มีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน สินเชื่อ SME กล้าสู้ ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) และสินเชื่อ Micro Max ที่ขยายวงเงินรองรับผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ
สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (Gross NPL Ratio) ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ลดลงเหลือ 4.0% จาก 4.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 156.0% จาก 148.2% ในไตรมาส 2/2569 สะท้อนการเพิ่มระดับเงินสำรองรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์
“ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2569 ในระดับเลขสองหลัก พร้อมควบคุมอัตราส่วนหนี้เสียให้อยู่ต่ำกว่า 4.5% รวมถึงมุ่งยกระดับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงิน พร้อมปรับแนวทางพิจารณาสินเชื่อให้มีความยืดหยุ่น โดยประเมินกระแสเงินสดของผู้ประกอบการควบคู่กับหลักประกัน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจฐานราก”

