ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
“บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” วิเคราะห์เกณฑ์ใหม่ตลาดหลักทรัพย์ฯ 8 มาตรการ เปิดกลไกตลาดให้คล่องตัว ควบคู่กับการใช้เครื่องมือกำกับพฤติกรรมเฉพาะจุด สกัดพฤติกรรมป่วนตลาดของกลุ่ม HFT-ป้องกันหุ้นร่วงรายตัว หนุนดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย ขณะที่ “เสี่ยป๋อง” นักลงทุนขาใหญ่ มองไม่กระทบการลงทุน พร้อมปฏิบัติตามเกณฑ์ใหม่
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์รวม 8 มาตรการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2569 นั้น มาตรการใหม่ สะท้อนการปรับมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การจำกัดการซื้อขายในวงกว้าง” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2567 ไปสู่ “การเปิดกลไกตลาดให้คล่องตัวในสภาวะปกติ ควบคู่กับการใช้เครื่องมือกำกับพฤติกรรมเฉพาะจุด”
“ผลลัพธ์เชิงบวกในภาพรวมจะนำไปสู่การลดต้นทุนแฝงในการซื้อขาย (Execution Cost) ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญที่จะช่วยดึงดูดสภาพคล่องจากนักลงทุนสถาบันและต่างชาติให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะเดียวกันตลาดยังมีกลไกรับแรงกระแทกที่ชาญฉลาดขึ้น ทั้งการสกัดพฤติกรรมป่วนตลาดของกลุ่ม HFT และการสร้างเกราะป้องกันหุ้นร่วงหนักระดับรายตัว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนทุกกลุ่ม”
ทั้งนี้ จากโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อสภาพคล่องและมีกลไกป้องกันความเสี่ยงที่รัดกุมขึ้น นักลงทุนควรปรับกลยุทธ์เพื่อใช้ประโยชน์จากกติกาใหม่ ดังนี้ 1.โฟกัสหุ้นกลุ่ม SET100 ที่ราคา 5-50 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มรับอานิสงส์สูงสุดการปรับลด Tick Size จะช่วยลดต้นทุนการซื้อขาย (Execution Cost) อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและต่างชาติให้ไหลเข้าเพิ่มสภาพคล่อง
ขณะที่ได้คัดกรองหุ้นในหุ้น SET100 ที่ราคา 5-50 บาท มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรชัดเจน และมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง อีกทั้งแนะนำ Outperform เพื่อรับประโยชน์จากสภาพคล่องที่จะปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ AMATA, CENTEL, CRC, GLOBAL, GUNKUL, PRM, SCGP, TU
2.เก็งกำไรหุ้นขนาดกลางที่หลุดพ้นแรงกดดัน Short Sell หุ้นกลุ่มขนาดกลางที่อยู่นอกกลุ่ม SET100 ซึ่งเคยถูกนำไปเป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ของผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ (เช่น DW) จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการไม่อนุญาตให้ทำ Short Sell อีกต่อไป มาตรการนี้ช่วยปลดล็อก Overhang และลดแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป ทำให้การประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้สามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
และ 3.การปรับกลยุทธ์ตามประเภทนักลงทุน (Tactical Adjustment) นักลงทุนระยะสั้นและสายเก็งกำไร ควรใช้ประโยชน์จาก Tick Size ที่แคบลงในกลุ่มหุ้น 5-50 บาทเพื่อหาจังหวะทำกำไรในกรอบราคาที่ละเอียดขึ้นด้วยต้นทุนส่วนต่างที่ต่ำลง โดยเน้นการวางคำสั่งแบบ Limit Order
นายสุทธิชัยระบุอีกว่า สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว กติกาใหม่ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันชั้นดี หากหุ้นพื้นฐานดีร่วงลงแรงเกิน 10% จนเข้าเงื่อนไข Uptick Rule จะเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้น (Buy on Dip) ที่ปลอดภัยขึ้น เพราะผู้ทำ Short Sell ไม่สามารถโยนซ้ายเพื่อกดราคาลงต่อได้
และกลุ่มเทรดด้วยระบบ (Algorithmic/HFT) ต้องเร่งปรับจูนโมเดลทันที โดยลดความถี่ในการตั้งและยกเลิกคำสั่ง (Cancel Rate) และหันมาโฟกัสที่ “อัตราการจับคู่สำเร็จ (Fill Rate)” เพื่อป้องกันโดนค่าปรับ OTR Extra Charge (0.15 บาท/รายการ)
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า การปรับปรุงมาตรการซื้อขายทั้ง 8 ข้อ มีเป้าหมายยกระดับคุณภาพและความเท่าเทียมของตลาดทุน ลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลพฤติกรรมซื้อขายที่ไม่เหมาะสม โดยมาตรการทั้งหมดผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องเมื่อเดือน พ.ค. 2569 และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว
“มาตรการชุดนี้มุ่งสร้างสมดุลระหว่างสภาพคล่องและเสถียรภาพของตลาด ช่วยลดต้นทุนการซื้อขายให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม และกำกับดูแลตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจในความเท่าเทียมของตลาดทุนไทย” นายอัสสเดชกล่าว
นายวัชระ แก้วสว่าง หรือ “เสี่ยป๋อง” นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า กรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ปรับปรุงใหม่รวม 8 มาตรการ ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2569 เป็นต้นไป ว่า ส่วนตัวไม่ได้มีข้อกังวลต่อการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ดังกล่าว และมองว่าไม่ได้กระทบต่อการลงทุน
“เชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พิจารณาและประเมินความเหมาะสมของมาตรการต่าง ๆ มาเป็นอย่างดีแล้ว พร้อมให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่”

