สินเชื่อ SME ติดลบ 16 ไตรมาส ธปท.จับตาหนี้เปราะบาง พร้อมเตรียมมาตรการดูแลเพิ่ม
ธปท.ชี้สินเชื่อ SME ไตรมาส 2/69 หดตัว 4.6% ติดลบต่อเนื่อง 16 ไตรมาส สวนทางรายใหญ่โต 6.6% แต่เริ่มเห็น SME บางกลุ่มต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม ลุ้นหนุนสินเชื่อ Q3 โตต่อ พร้อมจับตาหนี้เปราะบาง-เตรียมมาตรการเสริมหากสถานการณ์ทรุด
นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/2569 ว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ยังคงหดตัว 4.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 สะท้อนการฟื้นตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กที่ยังมีข้อจำกัด ท่ามกลางความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง
ทิศทางดังกล่าวสวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัว 6.6% ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพื่อรองรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ส่งผลให้สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์รวมเครือขยายตัว 2.0% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจาก SME บางประเภทเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้สินเชื่อในไตรมาส 3/2569 ยังมีโอกาสขยายตัวต่อ หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป
นายสุโชติกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของ SME ไม่ได้มีเพียงความต้องการสินเชื่อ แต่รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังความเสี่ยง จึงมีแนวโน้มปล่อยสินเชื่อไปยังธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่
ขณะที่ SME หลายกลุ่มยังมีศักยภาพ แต่ข้อจำกัดด้านข้อมูลทำให้ธนาคารประเมินความเสี่ยงได้ยาก จึงเป็นโจทย์สำคัญของ ธปท.ในการทำให้สินเชื่อถูกจัดสรรไปยัง SME ที่มีศักยภาพมากขึ้น ผ่านการเพิ่มข้อมูลสำหรับประเมินลูกหนี้ เช่น Your Data, SME Portal รวมถึงการใช้ข้อมูลทางเลือกของ Virtual Bank
หากธนาคารสามารถประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงของ SME ได้แม่นยำขึ้น จะช่วยลดข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ และทำให้เงินทุนไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของ SME โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเปราะบางสะสมมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูก การปรับตัวด้านเทคโนโลยี ต้นทุนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นายสุโชติกล่าวอีกว่า ธปท.ติดตามการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างใกล้ชิด แม้ธนาคารพาณิชย์จะลดภาระค่างวดและปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง แต่หากสถานการณ์แย่ลงและมาตรการปัจจุบันไม่เพียงพอ อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดภาระลูกหนี้
ทั้งนี้ ธปท.เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เนื่องจากการออกมาตรการต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งการพิจารณา การจัดทำหลักเกณฑ์และการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน แต่ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง และยังไม่ได้หมายความว่าจะนำมาตรการเพิ่มเติมออกมาใช้ทันที
ด้านคุณภาพสินเชื่อ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 534,800 ล้านบาท โดยสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวที่ 2.82% ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ขณะที่สินเชื่อ Stage 2 ลดลงมาอยู่ที่ 6.78%
สำหรับธุรกิจที่ต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่ ก่อสร้าง ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบสูง อสังหาริมทรัพย์ ที่เผชิญกำลังซื้อชะลอตัว รวมถึง โรงแรมและการค้า บางส่วนที่มีการแข่งขันรุนแรง
ส่วน NPL ของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยเฉพาะราย โดยมักเป็นบริษัทที่มีความอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเผชิญแรงกระแทกเพิ่มเติมจึงกลายเป็นหนี้เสีย แต่ยังไม่ถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลต่อภาพรวมระบบ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองรองรับความเสี่ยงไว้แล้ว
ฐานะระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมยังแข็งแกร่ง มีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง โดยไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 83,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากกำไรวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงิน รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลง รวมถึงการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้
สำหรับกรณีธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLICX ซึ่งพบผู้ได้รับวงเงิน “สินเชื่อ CLICX พร้อมใช้” บางกลุ่มมีเจตนาไม่ชำระคืน ธปท.ได้สอบถามธนาคาร และ CLICX ได้ปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาสินเชื่อแล้ว
ปัจจุบัน CLICX ให้บริการสินเชื่อ 2 รูปแบบ ทั้งสินเชื่อที่พิจารณาจากข้อมูลทั่วไป และสินเชื่อที่นำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยง โดย ธปท.มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญในการนำข้อมูลจริงกลับมาปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อและแบบจำลองประเมินความเสี่ยงให้แม่นยำขึ้น
ส่วนความคืบหน้า Virtual Bank อีก 2 ราย ยังเป็นไปตามแผน โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการภายในปี 2569 จำนวน 1 ราย และอีก 1 รายในปี 2570 ได้แก่ ธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BankX ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง SCBX, WeBank และ KakaoBank และธนาคาร แอสเซนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASCEND BANK ซึ่งถือหุ้นโดย ACM Holdings ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Ascend Money และ Ant Group

