ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
ก.ล.ต. ลดเวลาตรวจสอบคดีตลาดทุนเหลือ 1 ปี 5 เดือน จากเดิม 2 ปี 6 เดือน ตั้งเป้าต้นปี 2570 คดีส่วนใหญ่มีอายุไม่เกิน 2 ปี พร้อมเดินหน้าแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจกำกับ Short Sell ถึงตัวผู้ลงทุน เปิดทางร่วมสอบสวนคดีร้ายแรง ขณะที่เกณฑ์ซื้อขายเตรียมปรับ Uptick Rule-HFT-Tick Size ให้เหมาะกับภาวะตลาด
นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภายหลัง ก.ล.ต. ปรับโครงสร้างงานบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ปี 2567 ทั้งการเพิ่มอัตรากำลัง นำบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการสอบสวนเข้ามาเสริมทีม และปรับระบบบริหารจัดการคดี ส่งผลให้ระยะเวลาตรวจสอบคดีลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันระยะเวลาตรวจสอบคดีเฉลี่ยลดเหลือประมาณ 1 ปี 5 เดือน จากเดิม 2 ปี 3 เดือน ถึง 2 ปี 6 เดือน ขณะที่คดีที่ใช้เวลานานที่สุดลดเหลือ 3 ปี 6 เดือน จากเดิมที่เคยมีคดีใช้เวลานานเกือบ 8 ปี
ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างตรวจสอบครอบคลุมความผิดสำคัญ เช่น การสร้างราคาหลักทรัพย์ การใช้ข้อมูลภายใน การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ และการทุจริตของกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต. ตั้งเป้าหมายว่าในช่วงต้นปี 2570 คดีส่วนใหญ่ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบจะมีอายุไม่เกิน 2 ปี โดยยังยึดกระบวนการที่ถูกต้องครบถ้วนและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
นายธวัชชัย กล่าวว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างผลักดันการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้ โดยประเด็นสำคัญคือการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. สามารถร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนในคดีตลาดทุนที่มีผลกระทบร้ายแรง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระยะเวลาการดำเนินคดี แต่จะไม่ได้ใช้กับทุกคดี แต่พิจารณาจากระดับผลกระทบ เช่น มูลค่าความเสียหายและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ ยังเสนอเพิ่มอำนาจกำกับ Short Sell จากเดิมที่เน้นผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ให้ครอบคลุมถึงบุคคลหรือผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมเพิ่มกลไกติดตามข้อมูลไปถึง Custodian ในต่างประเทศ อีกส่วนคือการกำหนดให้รายงานการนำหุ้นไป ก่อภาระผูกพัน ในกรณีที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้ตลาดรับรู้ความเสี่ยงหากเกิดการบังคับหลักประกันจนกระทบต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือการควบคุมบริษัท รวมถึงเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. สามารถยับยั้งธุรกรรมเป็นการชั่วคราว หากมีเหตุสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้ลงทุน
สำหรับการปรับหลักเกณฑ์ซื้อขาย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีแนวทางปรับ Uptick Rule สำหรับ Short Sell จากการบังคับใช้ในวงกว้าง เป็นการใช้รายหลักทรัพย์ โดยหากหุ้นใดราคาปรับลดลงถึง 10% จะนำ Uptick Rule มาใช้กับหุ้นดังกล่าวในวันทำการถัดไป พร้อมกันนี้จะปรับรายชื่อหลักทรัพย์ที่สามารถ Short Sell ได้ให้สะท้อนสภาพคล่องมากขึ้น โดยหุ้นที่ไม่ผ่านคุณสมบัติด้านสภาพคล่องจะถูกนำออกจากกลุ่มหลักทรัพย์ที่สามารถ Short Sell ได้
ส่วน Dynamic Price Band มีแนวทางยกเลิกการใช้เป็นมาตรการปกติระหว่าง Trading Session แต่ยังสามารถนำกลับมาใช้เมื่อเกิด Market Disruption หรือภาวะตลาดผันผวนรุนแรง
ด้าน High Frequency Trading (HFT) จะปรับนิยามจากเดิมที่อิงการใช้ระบบ Co-location ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปสู่การพิจารณาจาก พฤติกรรมการซื้อขาย เพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่มีลักษณะการส่งคำสั่งแบบ HFT แม้ไม่ได้ใช้ Co-location
ขณะเดียวกันมีแนวทางยกเลิก Minimum Resting Time และเปลี่ยนไปใช้การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับผู้ที่มี Order-to-Trade Ratio สูง หรือส่งคำสั่งจำนวนมากแต่เกิดการซื้อขายจริงในสัดส่วนต่ำแทน
Tick Size เฟสแรกหุ้น 10-25 บาท
ส่วนการปรับช่วงราคาซื้อขายขั้นต่ำ (Tick Size) ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ข้อยุติในหลักการแล้วว่า เฟสแรกจะปรับสำหรับหุ้นช่วงราคา 10-25 บาท
แนวทางที่เกี่ยวข้องผ่านการพิจารณาของ ก.ล.ต. แล้ว โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำไปออกเป็นหลักเกณฑ์เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
“การปรับมาตรการครั้งนี้เป็นการทบทวนหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยมาตรการที่ยังจำเป็นต่อการป้องกันความเสี่ยงจะคงไว้ ขณะที่ข้อจำกัดบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันจะถูกปรับลด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสภาพคล่องในการซื้อขาย” นายธวัชชัยกล่าว

