เอกนิติ มองเงินลงทุนไหลเข้าไทย ใช้ BOI to IPO ดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าตลาดหุ้นไทย

เอกนิติ มองเงินลงทุนไหลเข้าไทย ใช้ BOI to IPO ดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าตลาดหุ้นไทย
ภาพประกอบข่าว

เอกนิติมองเงินลงทุนไหลเข้าไทย ใช้ BOI to IPO ดึงอุตสาหกรรมใหม่ Optical Transceiver เข้าตลาดหุ้นไทย ปลดล็อกการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ่ายทอดเทคโนโลยี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ทำงานร่วมรัฐบาลและเดินทางพบนักลงทุนหลายประเทศ และได้รับการยืนยันจากนักลงทุนหลายรายว่าทุกคนอยากนำเม็ดเงินมาลงทุนที่ประเทศไทย ซึ่งจะเห็นว่ากระแสการลงทุนเข้ามาในไทยและอาเซียนจำนวนมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีหวังและเป็นพื้นที่ลงทุนที่ปลอดภัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การลงทุนที่ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถือว่าได้เปรียบ เพราะไทยสามารถค้าขายได้กับทุกประเทศ และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ การยกระดับ BOI FastPass เป็น Thailand FastPass เพื่อปลดล็อกการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยได้สะดวกขึ้น โดยจะเห็นว่าการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 1 ปี 2569 โตได้สองหลัก (Double Digit) ซึ่งเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาสติด โดยในปีนี้ก็ได้ตั้งเป้าหมายใช้การลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Investment Lets Growth) จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ในการเดินทางไปประเทศจีนล่าสุด ได้เสนอโครงการ BOI to IPO ให้กับนักลงทุนในจีน เนื่องจากต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และเอไอมากขึ้น โดยมีบริษัทที่จีนสนใจโครงการนี้ เนื่องจากจะเข้ามาขยายการลงทุนทำธุรกิจด้านการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ราว 5 หมื่นล้าน และต้องการระดมทุนด้วย โดยให้ทีมตลาดหลักทรัพย์และ BOI ทำงานร่วมกัน เพื่อให้มีรูปแบบที่ Fast Track ขึ้น อีกทั้งยังเสนอให้นักลงทุนทำงานการ Dual Listing ที่ไทยด้วย

“สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เราต้องคว้าโอกาสนี้ เทคโนโลยีเอไอเสมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกครั้ง หากไทยขึ้นรถไฟขบวนนี้ทัน เราอาจเปลี่ยนโฉมประเทศไทยได้เลย” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจของไทยต้องมีเป้าหมายชัดเจน แม้ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ทำได้ยาก โดยรัฐบาลปัจจุบันได้ตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปี จะต้องยกระดับศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจ (Potential Economy Growth) ให้ได้มากกว่า 3% พลัส สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้ที่ 2.8% นอกจากนี้ ยังกำหนดเรื่องขีดความสามารถการแข่งขันให้อยู่ในระดับ TOP 20 ของโลก ซึ่งต้องอาศัยการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังตั้งเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี

ทั้งนี้ การบริหารเศรษฐกิจต้องเป็นแบบทีมฟุตบอล มีกองหน้า กองกลาง และกองหลัง กองหน้าต้องอาศัยการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำโดยมีรัฐบาลหนุน โดยเน้น 7 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตรและ Food Processing, อุตสาหกรรมยานยนต์อีวี, อุตสาหกรรม Smart Electronic AI, อุตสาหกรรมสุขภาพ Wellness, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม Creative Economy เพื่อเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนไทยและทำ Technology Transfer กับมหาวิทยาลัย รวมทั้งดำเนินการกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

สำหรับกองกลางคือรัฐบาลและตลาดทุน ที่ต้องสนับสนุนภาคเอกชนให้ตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาได้มีมติปลดล็อก Direct PPA และ Data Center ซึ่งลงทุนผ่าน BOI ถึง 7 หมื่นล้าน และได้ดึง 2 บริษัทด้านชิปเข้ามาลงทุนในไทยด้วย อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาตลาดทุนไทยมีเงินทุนไหลเข้าเป็นบวก ขณะที่เพื่อนบ้านติดลบ

ขณะที่กองกหลังคือการรักษาวินัยการเงินการคลังให้มีความโปร่งใส ที่ผ่านมาในการทำงบประมาณปี 2570 ได้เปิดให้อภิปรายเต็มที่ถึงปัญหา เพื่อนำไปแก้ไข สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และสถาบันจัดอันดับต่างประเทศ วินัยการเงินการคลังจึงเป็นหัวใจสำคัญและเสาหลักค้ำยันเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚